IMG_8580-01-01-02-072

คำพูดที่ควรจะต้องหลีกเลี่ยง 13 คำ ในห้องเรียน.. และนอกห้องเรียน

วันนี้มี feed จากเพจ edutopia feed ขึ้นมาเรื่อง 13 Common Saying to Avoid อ่านแล้วเห็นว่าดีงาม เลยแปลเป็นไทยหน่อยละกัน

ผมเลือกใช้คำแทนตัวครูว่า “ครู” และเลือกคำสรรพนามบุรุษที่สองที่ครูไทยมักชอบใช้กันว่า “เธอ” แทนการแปลตรงตัวจากคำว่า I และ You มาเป็น ผม และ คุณ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอย่างที่อยากเขียนถึง เพราะมันแสดงถึง “อำนาจ” อยู่ในที ของการเลือกใช้สรรพนามแทนตัว ซึ่งจริงๆแล้ว ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเป็นอย่างแรกเลยด้วยซ้ำ


ตอนที่ผู้เขียนเริ่มทำงานเป็นครูในโรงเรียนมัธยมเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้เขียนพูดคำพูดบางอย่างเป็นบางครั้ง ที่ทำให้ตัวผู้เขียนเองรู้สึกผิดในภายหลัง และช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ ผู้เขียนก็ได้เห็นและได้ยินครูหลายคนพูดคำพูดต่างๆ ที่ทำให้เด็กนักเรียนเสียใจอีก เมื่อเร็วๆนี้ผู้เขียนถามนักศึกษาในคอร์สปริญญาโทว่ามีอะไรที่ตัวเองรู้สึกเสียใจและอยากบอกกับนักเรียนว่าเขาเสียใจ และนี่คือ “สิ่งที่ครูไม่ควรพูดออกมา”

ผู้เขียนสรุปข้อความได้เหลือ 13 คำพูด ส่วนหนึ่งเป็นคำพูดเกี่ยวกับการควบคุมชั้นเรียน, การให้กำลังใจ รวมถึงการจัดการห้องเรียน ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ ความความหงุดหงิด, ความขุ่นข้องใจ และความโกรธ

  1. “เธอมีศักยภาพ แต่ทำไมไม่รู้จักจะใช้มัน” You have potential but don’t use it .- นักเรียนจะรู้สึกถูกดูถูกเมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้ว่านักเรียนส่วนหนึ่งจะเกิดการยอมรับเพราะเป็นความรู้สึกท้าทาย แต่ในขณะที่คนมากกว่านั้นจะเสียแรงจูงใจไป คำพูดนี้สามารถเปลี่ยนใหม่ให้ดูเป็นห่วงเป็นใยมากขึ้นเป็น “อยากให้ครูช่วยยังไงดี เธอจะได้สามารถใช้ศักยภาพที่เธอมีได้เต็มที่”
  2. “ครูผิดหวังในตัวเธอ” I’m disappointed in you. – แน่นอน บางครั้งเราก็ผิดหวังกับบางเรื่องที่นักเรียนของเราทำ แต่ผลของการแสดงออกซึ่งความรู้สึกผิดหวังนั้นมันจะขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราพูดมันด้วย เคยมีนักเรียนบอกผู้เขียนว่าพวกเขาเกลียด เวลาได้ยินครูพูดแบบนี้ ปัญหาของการพูดแบบนี้คือมันเป็นการมองไปที่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว การพูดให้เกิดประสิทธิผลมากกว่า คือการมองไปที่อนาคต วิธีการพูดอาจเปลี่ยนเป็น “เธอคิดว่าเธอจะสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้างกับสถานการณ์คล้ายๆกันนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นในอนาคต”
  3. “เธอพูดว่าไงนะ” What did you say? – คำถามแบบนี้เป็นคำพูดที่ยั่วยุอย่างมาก เมื่อครูหลายคนหันกลับมาพูดแรงๆกับนักเรียน เมื่อครูกำลังเดินออกจากห้องไปไป หลังจากที่เสร็จสิ้นบทสนทนาส่วนตัวเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน แล้วนักเรียนก็พูดอะไรเบาๆออกมาให้ได้ยิน คำพูดของครูที่ว่า “เธอพูดว่าไงนะ” เป็นเหมือนกับสิ่งที่ทำให้สถานการณ์มันใหญ่โตขึ้น คุณอยากรู้จริงๆเหรอว่านักเรียนพูดอะไรออกมา? มันจะดีกว่าถ้าคุณจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจและทำเป็นไม่ได้ยินแล้วก็แค่เดินจากไป คุณไม่ได้จำเป็นต้องได้ยินคำพูดพวกนั้นเสมอไปหรอก
  4. “ถ้าครูทำเรื่องนี้ให้เธอ ครูก็ต้องทำให้กับทุกคน” If I do that for you, I’ll have to do it for everyone. ในหนังสือ Discipline With Dignity , Al Mendler และผม ได้สร้างสถานการณ์หนึ่งที่สำคัญขึ้นมาว่า “fair is not equal” ความยุติธรรมไม่ใช่ความเท่าเทียม คุณไม่สามารถปฏิบัติต่อทุกคนแบบเดียวกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม นักเรียนแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือสำหรับเขาและเธอต่างๆกัน และมากกว่านั้นคือ ไม่มีนักเรียนคนไหนต้องการจะคิดว่าเขาก็เป็นแค่หนึ่งในฝูงสัตว์ มันจะดีกว่าถ้าจะพูดว่า “ครูไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำแบบนั้นได้ แต่ครูจะพยายามให้เต็มที่เพื่อช่วยคุณอย่างที่คุณต้องการไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง”
  5. “เรื่องนั้นมันผิดกฏ” It’s against the rules. – กฏเกณฑ์เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม บ่อยครั้งที่การกระทำหลายอย่างสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และการกระทำเหล่านั้นก็ยังอยู่ภายใต้กฏระเบียบ ลองพูดแบบนี้ดู “เรามาลองดูกันว่ามีทางไหนที่เราทำได้และยังอยู่ในกฏระเบียบอยู่”
  6. “พี่เธอ,น้องเธอ ทำได้ดีกว่าเธออีกนะ” Your brother/sister was better than you. – อย่าเปรียบเทียบพี่น้องหรือใครก็ตามกับตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบในด้านดีหรือด้านไม่ดี การเอาเด็กมาเทียบกันมีแต่จะนำมาซึ่งปัญหา
  7. “ครูชอบเวลาที่โทบี้นั่งแบบนั้น”I like the way Toby is sitting. – คำพูดแบบนี้เป็นการแสดงอำนาจควบคุมเพื่อทำให้นักเรียนนั่งลงกับที่ มันแสดงให้นักเรียนเห็นว่า การใช้อำนาจควบคุม เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ มันจะเป็นการดีกว่าที่ครูจะบอกกับชั้นเรียนโดยตรงว่า “ทุกคน นั่งลงกับที่ด้วย” นอกจากนั้นนักเรียนที่ไม่เคยได้รับการพูดถึงจากครูเลยก็จะรู้สึกไม่ชอบใจที่ครูทำแบบนั้นกับคนอื่น การใช้เทคนิคลักษณะนี้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่ามันจะเวิร์คก็ตามกับการใช้ในห้องเรียน
  8. “เธอมันไม่ได้เรื่อง, ไม่เอาไหน ” You’ll never amount to anything – นอกจากคำพูดนี้จะเป็นการดูถูกแล้ว มันยังไม่มีส่วนจริงเลยด้วย ผู้เขียนเคยถูกครูพูดว่า “เธอจะไม่มีวันได้เป็นครู” แต่ตอนนี้ผู้เขียนก็มาเป็นครูจนได้
  9. “เธอคิดว่าเธอเป็นใคร” Who do you think you are? – คุณอยากรู้จริงๆเหรอว่า นักเรียนคนนั้นเป็นใคร คำถามนี้มันแค่อยากจะบอกว่า “เธอไม่ได้สำคัญอะไร” การพูดแบบนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าความแสดงความก้าวร้าว เป็นการพูดที่ท้าทายให้นักเรียนมีปฏิกิริยาบางอย่างกลับมา
  10. “เธอเคยหยุดพูดบ้างมั้ย” Don’t you ever stop talking – การพูดแบบนี้ก็เพราะต้องการให้นักเรียนหยุดคุย แต่ต้องไม่ใช่การพูดแบบ “เธอเคย… บ้างมั้ย” ซึ่งคุณสามารถเติมคำแสดงพฤติกรรมต่างๆลงไปได้เช่น “เธอเคยจะฟังบ้างมั้ย” หรือ “เธอเคยคิดจะทำการบ้านบ้างมั้ย” หรือ “เธอเคยพยายามบ้างมั้ย” หรือ “เธอเคยสนใจจะทำงานของตัวเองบ้างมั้ย” คุณต้องหลีกเลี่ยงการประชดประชัน และพยายามพูดกับนักเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณรู้สึกอย่างไร
  11. “ตอนนี้ครูไม่ว่าง” I’m busy now. – อย่าตัดบทนักเรียนแบบทันทีทันควันเมื่อนักเรียนต้องการคุณ แต่ขอให้คุณแสดงความใส่ใจกับนักเรียน โดยพูดว่า “ตอนนี้ครูยังไม่ว่าง ครูก็รู้ว่าเธอสำคัญมาก แต่ตอนนี้ครูมีเรื่องจำเป็นจริงๆ เดี๋ยวเราหาเวลาใหม่ ครูอยากฟังจริงๆว่าเธออยากจะบอกอะไร”
  12.  “ทุกคนในชั้นจะต้องโดนลงโทษ ยกเว้นว่าจะมีคนยอมรับ” – The whole class will miss…unless someone admits to … – การลงโทษแบบเหมารวมไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราจะต้องหลีกเลี่ยงการลงโทษแบบเหมารวมนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าเราต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองได้ทำ นักเรียนก็ต้องการผลของการกระทำที่คาดเดาได้แน่นอน ว่าทำแบบนี้จะได้รับผลแบบนี้ ถ้านักเรียนจะต้องรับโทษจากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำมันทำให้นักเรียนมองเห็นโลกนี้ไม่มีเหตุผล และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะให้นักเรียนได้เรียนรู้มัน
  13. “เธอเป็นอะไรของเธอ” What is wrong with you –  คำถามแบบนี้เป็นคำถามที่ต้องการทำให้นักเรียนเข้าใจว่าตัวเขามีปัญหา หรือเป็นคนที่มีปัญหา แน่นอนเราทุกคนไม่สมบูรณ์แบบ แต่คำถามแบบนี้ก็แค่ต้องการจะดูถูกตัวนักเรียนเท่านั้น ครูต้องการคำตอบจากเด็กแบบไหนจากคำถามนี้ “ผมเป็นลูกที่ถูกคุกคามจากพ่อแม่ที่เกลียดผม” อย่างนั้นหรือ ผู้เขียนเคยได้ยินคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพหลายคนพูดว่า ทุกคนต่างมีความสมบูรณ์แบบในแบบที่ตัวเองเป็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น วิธีการที่เหมาะสมน่าจะพูดว่า “ครูรู้ว่าเธอกำลังมีปัญหา เรามาช่วยกันแก้ปัญหานั้นดีมั้ย”

มันเป็นเรื่องเข้าใจได้ ถ้าครูเกิดโมโหจนทนไม่ไหว และหลุดพูดคำเหล่านี้ไป ครั้งหรือสองครั้งในหนึ่งปี สำหรับนักเรียนโดยทั่วไป เขาจะไม่แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์กับครูที่เขารักและเคารพ แต่ถ้าครูไม่สามารถทำให้นักเรียนไว้ใจได้ นักเรียนก็จะไม่สามารถปล่อยผ่านหรือยกโทษให้ครู เมื่อถูกครูดูถูกหรือดูหมิ่น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะกลับไปแก้ไขได้ สิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายกว่าคือการหลีกเลี่ยงคำพูดที่เจ็บปวดเหล่านี้ต่างหาก


ที่มา

http://www.edutopia.org//blog/13-common-sayings-to-avoid-richard-curwin?utm_source=facebook&utm_medium=socialflow&utm_campaign=RSS&utm_content=FaceBook



About me : My name is Ekkalak Kaewpoowat. I’m 100% Thai, but I’m trying to improve my English. So I’m sure it would be lots of mistakes about English in my articles. I was a mathematics teacher in Thailand for 12 years , a translator, and a math private tutor in the US for 5 years. Now I’m a full-time homemaker and learning to raise my newborn daughter.

Advertisements