1

คงเคยได้ยินข่าวกันมาแล้ว ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการสอบวัดความสามารถนักเรียนจาก PITA ที่เป็นองค์กรวัดความรู้ในหลายประเทศนั้น นักเรียนฟินแลนด์สามารถทำคะแนนอยู่ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มนำ และเมื่อดูจากระบบการศึกษาทั้งระบบ นักการศึกษาก็ต่างพากันยกให้การศึกษาของฟินแลนด์เป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

ลองมาดูกันว่าอะไรทำให้เป็นแบบนั้น

สรุปความจาก blog ชื่อ 11 Ways Finland’s Education System Shows Us that “Less is More” โดยผู้เขียน blog ที่เป็นครูโรงเรียนมัธยมในอเมริกาได้ทุน Fullbright ไปทำวิจัยที่ Finland และคาดหวังว่าจะได้แรงบันดาลใจ, วิธีการ, การคิดค้นใหม่ๆ กลับไปใช้ในห้องเรียน แต่สิ่งที่ผู้เขียนได้กลับมามันเป็นอีกเรื่องนึง

  1. แนวความคิดแบบ “ยิ่งมากยิ่งดี” เป็นความคิดที่อยู่กับครูส่วนใหญ่ในอเมริกา
  2. ผู้เขียนไปถึงฟินแลนด์ แต่ก็ไม่ได้พบสิ่งค้นพบใหม่ที่หน้าตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับบทเรียนคณิตศาสตร์อย่างที่หวัง แต่กลับพบห้องเรียนระดับมัธยมที่แสนธรรมดาที่เจอได้ใน Indiana แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ ในฟินแลนด์จะเน้นไปที่ “พื้นฐาน” บนแนวคิดของคนฟินแลนด์ที่เชื่อว่า “less is more” อยู่เสมอ
  3. ต่างจากแนวคิดทั่วไปของอเมริกันคือ more is more ที่ส่งไปถึงการจัดการศึกษาที่ต้อง “ใส่” สิ่งต่างๆไปเสมอ “เปลี่ยนแปลง” สิ่งต่างๆอยู่เสมอ ให้มีการเรียนมากๆ, ให้มีการบ้านมากๆ, สั่งงานมากๆ, เนื้อหามากๆ, ประชุมมากๆ, เรียนพิเศษมากๆ, และแน่นอน ให้มีการสอบมากๆ และการทำแบบนี้นี่เองที่ทำให้ครูหัวปั่น และสร้างความเครียดความสับสนให้กับเด็กนักเรียน
  4. มาดูกันว่า สิบเอ็ดสิ่งที่ทำให้การศึกษาของฟินแลนด์เป็นการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก มีอะไรบ้าง
  5. หนึ่ง – Less Formal Schooling = More options เด็กฟินแลนด์ไม่ต้องเข้าโรงเรียนจนอายุเจ็ดขวบ เรียนการศึกษาภาคบังคับจนอายุสิบห้า แล้วจะมีสามทางให้เลือกคือ หนึ่ง – มัธยมชั้นสูง เรียนเนื้อหาที่เจาะลึกลงไปเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย สอง – โรงเรียนฝึกอาชีพ – การเรียนที่เน้นการประกอบอาชีพ เป็นหลักสูตรสามปี เมื่อจบแล้วอาจจะเริ่มทำงานเลย หรือเรียนต่อโรงเรียนโปลีเทคนิคก็ได้ สาม – ทำงานเลย
  6. สอง – Less time in school = more rest โดยปกติโรงเรียนจะเริ่มเรียนเวลา 9.00 และ 9.45 และจะเรียนจนถึง 14.00 หรือ 14.45 เพราะมีงานวิจัยว่าวัยรุ่นต้องการการนอนที่ดีในช่วงเช้า ตารางอาจเปลี่ยนไปมาได้ โดยทั่วไปจะมีการเรียนสามถึงสี่วิชาในหนึ่งวัน แต่ละวิชาจะมี 75 นาที และมีช่วงพักหลายๆครั้งในวิชาด้วย ทำให้ครูและนักเรียนสามารถพักและพร้อมที่จะเรียน พร้อมที่จะสอน
  7. สาม – Fewer Instruction hours = more planning time ครูฟินแลนด์จะมีชั่วโมงสอนอยู่ประมาณ 600 ชั่วโมงในหนึ่งปี แต่ที่อเมริกาจะมี 1080 ชั่วโมง ที่ฟินแลนด์ครูจะสอนวันละสามถึงสี่วิชา แต่ที่อเมริกาจะสอนประมาณแปดวิชา และในแต่ละวันถ้าครูและนักเรียนไม่มีชั่วโมงสอน ไม่มีชั่วโมงเรียน ครูและนักเรียนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียน สิ่งนี้ทำให้ครูสามารถมีเวลาเตรียมการสอนได้มากขึ้น
  8. สี่ – fewer teachers = more consistency and care ครูในโรงเรียนประถมของฟินแลนด์จะสอนนักเรียนชั้นเดิมตั้งแต่ป.หนึ่งจนถึงป.หก ไม่มีการเปลี่ยนครู การที่ครูอยู่กับเด็กชุดเดิมประมาณ 15-20 คนไปหกปี ทำให้ครูมีควมเข้าใจในความต้องการของเด็กแต่ละคน เข้าใจลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคน เข้าใจว่าเด็ก “มาจากไหน และจะไปทางไหน” (บางโรงเรียนก็จะอยู่ในกลุ่มเดิมประมาณสามปี แล้วจึงเปลี่ยนครู แต่ผลก็เหมือนกัน) การทำแบบนี้ไม่ได้เกิดผลดีกับเด็กอย่างเดียว แต่เกิดผลดีกับครูด้วย เพราะทำให้ครูมีความเข้าใจหลักสูตรทั้งในแง่ภาพโดยรวม และในรายละเอียดของแต่ละชั้น (holistic and linear) ครูจะเข้าใจว่าจะสอนอะไรเพื่อนำไปสู่การเรียนในชั้นถัดๆไป และทำให้ครูไม่กดดันเพราะต้องรีบสอนเพื่อส่งต่อเด็กให้กับครูในชั้นถัดไป ผู้เขียนเชื่อว่า นี่เป็นส่วนที่สำคัญมากที่ทำให้ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จและยังไม่มีคนสนใจมันมากเท่าที่ควร
  9. ห้า – Fewer accepted applicants = more confidence in teachers ถ้าเด็กต้องอยู่กับครูคนเดิมไปตลอดหกปี แล้วทำยังไง ถ้าเกิดต้องเจอครูที่แย่ … ฟินแลนด์พยายามอย่างมากที่จะไม่ให้มีครูที่แย่ จะเห็นจากการแข่งขันที่สูงมากในการที่จะเข้าเรียน “primary education” (ครูประถม) เพราะฟินแลนด์จะรับคนสมัครเพียงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากผู้สมัครหลายพันคนในแต่ละปี คนที่จะเข้าได้จะไม่ใช่เป็นคนที่เก่งที่สุดอย่างเดียว แต่จะต้องผ่านการสัมภาษณ์และการคัดเลือกบุคลิกภาพหลายต่อหลายครั้ง เพราะฟินแลนด์เข้าใจว่า การจะสามารถสอนได้ดี ไม่ใช่จะได้มาจากการเรียนครูอย่างเดียว แต่ต้องมาจากพรสวรรค์และความรักในการสอนด้วย ซึ่งบางคนมีบางคนไม่มี และทุกคนจะต้องจบปริญญาโทด้วย และนั่นทำให้ผู้ปกครองมีความมั่นใจในตัวครูด้วย
  10. หก Fewer Classes = More breaks การพักระหว่างเรียนทำให้นักเรียนได้ “ย่อย” สิ่งที่ได้เรียนไปแล้ว ได้ใช้กล้ามเนื้อ สูดอากาศบริสุทธิ์ … มีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการอยู่กับที่นานๆของร่างกายทำให้สมองไม่มีการ “เคลื่อนไหว” และเสียความสนใจ หรือที่เรียกว่า เด็ก hyper  … ครูก็มีช่วงเบรคเช่นกัน โดยจะมี “ห้องพักครู” ที่ครูจะสามารถใช้เวลาพัก, ดื่มกาแฟ, ทำงาน, เตรียมการสอน, คุยกับคนอื่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองในการสอนวิชาถัดไป …
  11. เจ็ด Less testing = more learning ผู้เขียนอยากให้ลองจินตนาการว่า จะไม่มีการสอบประจำปีจากส่วนกลางแล้วสมองจะโล่งขนาดไหน , ลองจินตนาการว่าทั้งครูและเด็กจะเป็นอิสระจากการสอบเก็บคะแนนแล้วจะมีความสุขกับการเรียนขนาดไหน ครูสามารถมีอิสระในการสร้างวิธีและเนื้อหาที่จะสอนด้วยตัวเอง
  12. แปด – Fewer topics = more depth ผู้เขียนพบว่าตัวเองต้องสอนเนื้อหาที่อยู่ในโรงเรียนฟินแลนด์ห้าปี ในเวลาปีเดียวในโรงเรียนในอเมริกา ผู้เขียนพบว่าหนังสือเรียนของฟินแลนด์ที่ใช้เวลาเรียนห้าสัปดาห์ แต่ที่อเมริกาต้องเรียนทั้งหมดนั้นในหนึ่งบทเรียน ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเรียนอเมริกันถึงเครียดและพากันยอมแพ้
  13. เก้า – Less homework = more participation นักเรียนฟินแลนด์มีการบ้านน้อยที่สุดในโลก อยู่ที่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงต่อคืนเท่านั้น ไม่มีการเรียนพิเศษนอกเวลาเรียน ครูฟินแลนด์จะให้นักเรียนทำงานให้เสร็จที่โรงเรียน และไม่ได้คาดหวังจะให้เด็กทำอะไรไปมากกว่านั้น การสั่งงานก็จะเป็นการสั่งแบบ open-ended และไม่มีการให้คะแนน
  14. สิบ – Fewer students = more individual attention ชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้ามีนักเรียนน้อยก็ทำให้ครูให้ความสนใจนักเรียนได้มากขึ้น ครูฟินแลนด์จะสอนนักเรียนประมาณ 3-4 ห้องต่อวัน ห้องละประมาณ 20 คน ดังนั้น ในหนึ่งวัน ครูฟินแลนด์จะ “ดู” นักเรียนประมาณ 60-80 คนเท่านั้น ในขณะที่ผู้เขียนต้องดูนักเรียนวันละ 180 คน และมีนักเรียนประมาณ 30-35 คนในหนึ่งห้อง โดยต้องสอนหกห้องติดกันในหนึ่งวัน ห้าวันต่อสัปดาห์
  15. สิบเอ็ด – Less Structure = more trust ความไว้ใจคือกุญแจสำคัญของระบบ หาใช่การวางโครงสร้าง แทนที่จะใช้วิธีการตรวจสอบ, วางระเบียบ, ทดสอบเพื่อดูว่าโครงสร้างนั้นใช้ได้หรือเปล่า ฟินแลนด์เลือกใช้สิ่งง่ายๆอย่างความไว้ใจ … สังคมภายนอกไว้ใจโรงเรียนที่จะเลือกจ้างครูที่ดี โรงเรียนก็ไว้ใจครูว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและให้อิสระในการสร้างรูปแบบห้องเรียนเพื่อให้เข้ากับความต้องการของนักเรียนที่สุด ผู้ปกครองไว้ใจครูที่จะตัดสินใจในการช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ ครูไว้ใจนักเรียนในการทำงานและการเรียนรู้เพื่อให้เรียนรู้ได้ดีที่สุด นักเรียนไว้ใจครูว่าครูได้มอบแนวทางหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จ สังคมก็ไว้ใจระบบและเข้าใจว่าการศึกษาคือสิ่งสำคัญ มัน “เวิร์ค” และมันไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอะไร และฟินแลนด์สามารถเจอวิธีการแบบนี้ “น้อยแต่มาก”

 

 

 

อ้างอิง

11 Ways Finland’s Education System Shows Us that “Less is More”.

11 Ways Finland’s Education System Shows Us that “Less is More”.

Advertisements