10484113-poor-indian-woman-stock-photo-sad

อยากเขียนถึงความลำบากของการหาเลี้ยงปากท้อง แต่เอาจริงๆตัวเองก็ไม่เคยลำบากขนาดนั้น การเกิดมาเป็นลูกของข้าราชการ ถึงไม่ได้มีเงินมาก แต่พ่อกับแม่ก็มีเงินพอที่ซื้อข้าวให้กินได้ไม่ต้องอด ไอ้คำว่า “อดมื้อกินมื้อ” มันก็เลยไม่เคยมากระแทกตัวเองจังๆซักที
.
เวลาออกไปเจอคนที่ (ตัวเองคิดว่า) คงลำบากกว่า ที่น่าจะคงเคยเข้าใกล้คำว่าอดมื้อกินมื้อมากกว่า ก็แค่เวลาสั้นๆ ไปนั่งฟังเค้าเล่าเรื่องชีวิต ไปได้ยินด้วยหูตัวเอง ไปเห็นกับตาว่าเค้าอยู่กันยังไง แต่ก็นั่นแหล่ะ มันก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แค่คืน แค่สองคืน แค่นั้น แล้วก็กลับมาอยู่ในโลกที่คุ้นเคยเหมือนเดิม ห่างไกลคำว่าอดมื้อกินมื้อเหมือนเดิม
.
เมื่อหัวค่ำขับรถอยู่บนถนนเส้นห้วยแก้ว รถติดอยู่ตรงแยกรินคำ ผู้หญิงวัยสามสิบหรือสี่สิบเดินชูมาลัยดอกมะลิเข้ามาทางด้านซ้ายของรถ เรามองผ่านกระจกหน้าออกไป
.
.
ตอนที่เธอเดินผ่านรถไปแล้ว เรายังจำสายตาหม่นๆคู่นั้นได้อยู่เลย ปกติเวลาที่มองคนขายพวงมาลัย มันก็ไม่ได้สบตากันนานเกินกว่าครึ่งวินาที หรือแค่วินาทีเดียว แต่เมื่อหัวค่ำมันเหมือนนานกว่านั้น (จริงๆมันก็อาจจะสั้นๆเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ) สายตาหม่นๆ เศร้าๆ มันไม่จางไปจากความคิดเราซะที
.
เปล่า เราไม่ได้ซื้อพวงมาลัยในมือเธอ ไม่ซื้อเพราะไม่ซื้อ ไม่ได้มีเหตุผลอะไร ไม่ชอบพวงมาลัยดอกมะลิอยู่แล้ว กลัวฟอร์มาลีน ตัวเองแพ้ง่ายด้วย ก็ไม่อยากอยู่ใกล้อะไรที่จะทำให้แพ้ ก็แค่นั้น ไม่ได้ไปไกลถึงปรัชญาในการให้เงินกับคนทำธุรกิจแบบนี้ หรืออะไร มันก็ง่ายๆแค่นั้น
.
โลกนี้มันไม่เคยมีอะไรยุติธรรม แต่โลกมันก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดที่ต้องมาเกลียดชีวิตตัวเองที่มีกิน มีใช้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อยู่สบายขนาดมองไม่เห็นคนที่อยู่ใกล้ๆคำว่าอดมื้อกินมื้อ
.
เอาจริงๆ อยากทำอะไรได้มากกว่าที่ทำอยู่ แต่ความเข้าใจโลกมันก็ยังมีได้แค่เท่าที่มี เคยมีเหมือนกัน moment แบบที่ “กูจะเปลี่ยนโลก” แต่พอกลับมามองตัวเองอีกที ก็ได้แค่ถามตัวเองว่า “มึงเป็นใคร”
.
พอทำอะไรไม่ได้ ก็เลยมีข้ออ้างกับการมีชีวิตที่อยู่สบาย กินสบาย แบบนี้ต่อไป
.
จะให้ทำยังไงก็คงไม่มีทางเข้าใจความยากลำบากของการมีชีวิตแบบหนักๆไปได้ ไม่มีทางเข้าใกล้ความอดอยากไปได้ ก็พ่อแม่ให้มาแบบนี้ พื้นฐานของตัวเองมันเป็นแบบนี้ ที่ทำได้ และที่ทำอยู่ ก็คือการบอกตัวเองไม่ให้หยิ่งผยอง ว่าตัวเองมีเงิน (พอใช้) ว่าตัวเองสบาย (ประมาณนึง) แล้วหลับหูหลับตา ทำเป็นมองไม่เห็น ว่ามีคนที่เย็นนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กินหรือเปล่า ที่คืนนี้ยังไม่รู้จะนอนหลบฝนที่ไหน ที่ไม่รู้จะมีใครจ้างไปทำงานหรือเปล่า และอีกเยอะแยะ
.
พยายามจะมองเพื่อให้ตัวเองเข้าใจที่สุดที่จะสามารถเข้าใจได้ ถึงไม่เคยลองใส่รองเท้าเหล่านั้น แต่ก็พยายามจะเข้าใจรองเท้าที่ตัวเองใส่อยู่ และรองเท้าที่คนอื่นใส่อยู่
.
และที่สำคัญ ให้มันพ้นไปจาก “ความฟินส่วนตัว” ว่าทำแล้ว ว่ามองแล้ว ได้รู้สึกว่ารองเท้าตัวเองมีส้นที่สูงกว่าชาวบ้านชาวเมือง
.
ให้มันสามารถมองลึกลงไปในตาหม่นคู่นั้น ให้มันพยายามทำความเข้าใจ ให้มันมากกว่าแค่อุทานว่า “ลำบากเนอะ” แล้วก็ผ่านไปอีกวัน
.

Advertisements