ติดมาได้น่าจะเกือบสามสี่เดือนแล้วมั้งครับ กับปี๊บข้างของ K2

ดูรูปกันก่อนเลย

20151002_161028 20151002_161046 20151002_161058 20151002_161109

ผมชอบนะ ใช้ดีเลย ถอด-ใส่ อาจไม่ได้ง่ายเหมือนยี่ห้ออื่น แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป แค่เปิดฝาแล้วหมุนตัวล็อคข้างใน แล้วก็ยกปี๊บออกได้เลยครับ

ผมใช้ปี๊บข้างของ K2 สีดำ ขนาด 37L อยู่ครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะใส่ขนาด 40L ครับ แต่ของไม่มีต้องรอเป็นเดือนก็เลยคิดว่าไม่รอดีกว่า และคิดว่า 37L ก็น่าจะใหญ่เพียงพอ ซึ่งพอใช้งานแล้วก็พอจริงๆครับ ตอนจะติดก็เลือกอยู่นานครับ เพราะมีหลายตัวเลือก
1. GIVI 37L อันนี้มีรุ่นพี่คนนึงติดอยู่ ตอนแรกก็ว่าจะติดแบบนี้เพราะมันดูดำๆโค้งๆดี แต่ใจก็ชอบวัสดุแบบปี๊บอยู่ ก็เลยตัดแบบนี้ไป
2. กล่องข้างตรงรุ่น Versys2015 ของ Kawasaki ดูสวยดี แต่ขนาดอยู่ที่ 28ลิตร ซึ่งผมคิดว่าเล็กไปสำหรับผม ก็เลยตัดแบบนี้ไป
3. GIVI Trekker อันนี้ชอบมาก ขนาดก็ดี เปิดได้หลายแบบ แต่ราคาสูงไปสำหรับผม เลยตัดไป
4. ยี่ห้ออื่น แบบอื่น ก็ชอบ แต่ราคาก็สูงไปอีก ก็เลยต้องตัดไป

สำหรับปี๊บขนาด 37ลิตรนี้ ไปทริปคนเดียวคืนเดียวก็ใส่ได้หมดครับ สบายมากๆ ฝนตกหนักเป็นช่วงๆก็ไม่มีปัญหาน้ำเข้า จะขอยกตัวอย่างทริปนึงให้เห็นภาพนะครับ (ประมาณๆนะครับ)
ผมไปน่านคืนนึงจากเชียงใหม่
ผมใช้ถุงผ้าขนาดเท่ากันสองใบ ใส่ในปี๊บอีกที เพื่อใส่ของให้มีน้ำหนักเท่าๆกัน เวลาจะกระจายน้ำหนักสองข้างจะได้สะดวกครับ

ปี๊บซ้าย
ผมใส่ของที่หยิบใช้บ่อย เพราะสามารถหมุนตัวไปเปิดฝาและหยิบใช้ได้เลย
ของที่ใส่ด้านล่างๆ เป็นเสื้อผ้าทั้งหมด เช่น กางเกงขายาว, เสื้อนอน, กางเกงขาสั้นใส่นอน, boxer, ถุงเท้า
ของชั้นบนเป็นกระเป๋าคาดเอว ใส่กล้อง DSLR ตัวนึง, กระเป๋าสตางค์, สายชาร์ต, power bank,ขวดน้ำดื่ม
ทั้งหมดใส่ในถุงผ้าอีกที เวลาเข้าโรงแรมก็หิ้วไปทั้งถุงเลย concept ของปี๊บซ้ายของผมคือ ด้านล่างเก็บเสื้อผ้าให้รองไว้นิ่มๆ เพราะด้านบนจะเอาไว้วางกล้องถ่ายรูป

ปี๊บขวา
ผมใส่ของ service ของรถที่ไม่ได้ต้องหยิบบ่อย
เช่น ที่สูบลม, คีม,ไขควง, ชุดกันฝน,สายรัดของ
และของที่จะไปใช้ที่โรงแรมเลย เช่น รองเท้าแตะ, รองเท้าเดินเที่ยว, อุปกรณ์กล้องถ่ายรูป,ขวดน้ำดื่มอีกขวด, ของพวกนี้ก็เอาใส่ถุงผ้าไว้ พอเข้าโรงแรมก็หิ้วไปทั้งถุงเลย

ข้อสังเกตุที่ผมพบจากการใช้ปี๊บข้างชุดนี้
1.ถ้า check out จากโรงแรมแล้ว แต่ยังขี่รถเที่ยวสั้นๆในตัวเมืองอยู่ ยังไม่อยากใส่ชุดขี่ ก็จำเป็นต้องเก็บชุดขี่ไว้ในปี๊บทั้งหมดระหว่างขี่เที่ยว พวก jacket, boots, pants ก็ต้อง “ยัด” กันพอสมควร ลำบากนิดหน่อย แต่ก็ยังเก็บได้หมด ผมก็ยังสามารถขี่รถด้วยกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าใส่เที่ยว ขี่เที่ยวในเมืองเบาๆได้อยู่ครับ
2. ผมขี่ไปรับ-ส่งภรรยาในเมืองเชียงใหม่ด้วยมอเตอร์ไซค์ค่อนข้างบ่อย ทั้งเช้าและเย็น ต้องระวังช่วงแรกๆ เพราะยังไม่ชินกับความกว้างของตัวรถที่เพิ่มขึ้นจากปี๊บสองข้าง มีครั้งหนึ่ง(และครั้งเดียว)ที่ปี๊บไปฟาดกับแผงกั้นรถ ตอนเลี้ยวเข้าประตูที่ทำงานคุณภรรยา แต่ก็ไม่เป็นอะไร แผงยังอยู่ดี ปี๊บยังอยู่ดี มีแต่เสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามองเท่านั้น
3. เนื่องจากขนาดรถที่เพิ่มขึ้น การแทรกกลางระหว่างเลน จึงต้องสังเกตุให้ดีว่ามีที่ว่างเพียงพอ โดยปกติผมก็จะต่อแถว ไปพร้อมๆกับรถยนต์นั่นแหล่ะ ค่อยไปแซงเอาตอนไฟเขียว อยู่เชียงใหม่ก็ไม่กระไรครับ รถติดบ้างแต่ก็ไม่นาน ผมรับได้ ไม่อยากไปขวางคนอื่น เพราะแทรกไป ก็ไปได้อีกไม่กี่คันเท่านั้น เพราะรถติดปี๊บข้างต้องการเนื้อที่พอสมควรเลย

ถ้าจะให้เทียบระหว่างการขี่เที่ยวแบบมีปี๊บข้าง กับไม่มีปี๊บข้าง บอกได้เลยครับ ว่าชีวิตการเที่ยวต่างกันมาก มีปี๊บข้างแล้ว “ชีวิตดี๊ดี” เลยครับ

-ระหว่างขี่เที่ยว-
—ไม่มีปี๊บ—
1.ก่อนหน้าติดปี๊บ ผมขี่ไปเที่ยว จากเชียงใหม่-ขอนแก่น-บุรีรัมย์-เขาใหญ่-เชียงใหม่ เป็นเวลาประมาณสิบวันคนเดียว สัมภาระทุกอย่างใส่ไว้ในกระเป๋ากันน้ำขนาด 15 ลิตร แล้วมัดไว้ที่เบาะคนซ้อนยึดกับที่จับ บอกเลยว่าชีวิตยุ่งยากมากๆครับ ของที่จะเอาไปก็ต้องเป็นของที่จำเป็นจริงๆ ของบางอย่างก็ที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นก็เอาไปไม่ได้ ชีวิตก็เลยยุ่งยากมากขึ้นหน่อย จะหยิบของมาใช้ทีก็ต้องแกะสายรัด แกะกระเป๋า ใช้เสร็จก็ต้องม้วนเก็บมัดไว้อีก เวลาจะจอดเข้าห้องน้ำที่ปั้มก็กลัวจะมีคนขโมย ผมเลือกที่จะไม่สะพายเป้ตอนขี่รถนะครับ เพราะเคยทำมาแล้วรู้สึกว่าทำให้การขี่รถไม่คล่องตัว และทำให้เหนื่อยมากขึ้น พื้นที่สำหรับเก็บของก็เลยเหลือแต่กระเป๋ากันน้ำที่มัดติดท้ายเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอเลยสำหรับการเที่ยวค้างคืน

2.นอกจากนั้นการวางกระเป๋าแล้วมัดที่เบาะหลัง สำหรับผมก็ไม่เหมาะเลยสำหรับการขับขี่เพราะกระเป๋ากันน้ำจะคอยเลื่อนไหลลงมาดันหลัง หรือถ้าไม่เลื่อนมาดันหลังก็อาจจะเลื่อนตกไปข้างหลัง เวลาขี่ก็ต้องคอยระวังอยู่ ทำให้การขี่เที่ยวขาดความสนุกไปเยอะ ตลอดทริปต้องจอดรถเพื่อปรับสายรัดระหว่างทางบ่อยมากๆ รัดแน่นมากๆของด้านในก็จะแตกหักได้อีก รัดไม่แน่นก็ไม่ได้อีก

—มีปี๊บข้าง—
1. ปี๊บที่ผมใช้ขนาดใบละ 37 ลิตร สองข้างรวมเป็น 74ลิตร ถ้าจะให้เทียบ ก็เท่ากับหรือใหญ่กว่า backpack สำหรับเดินทางใบใหญ่ที่สุดที่ผมมีเลยคือขนาด 65ลิตร ซึ่ง backpack นี้ผมสามารถใส่ของทุกอย่างไปเที่ยวอเมริกาใต้ได้เป็นเดือน ดังนั้นก่อนตัดสินใจติดปี๊บข้างชุดนี้ผมจึงมั่นใจว่า สามารถเก็บของทุกอย่างที่ผมต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวได้แน่ ซึ่งจากประสบการณ์ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คิดว่าถ้าต้องไปหลายๆวันแล้วต้องการใส่ของเพิ่มก็จะใช้กระเป๋ากันน้ำมัดที่ด้านบนของปี๊บครับ ผมลองมัดดูแล้ว แน่นหนา มั่นคงกว่าการมัดบนเบาะหลังมาก เพราะพื้นด้านบนปี๊บที่เรียบและมีจุดมัดหลายจุด ต่างกับการวางบนเบาะหลังที่มีนูนตรงกลางและต้องโยงสายรัดไปที่ที่จับด้วย

2. ตอนแวะปั้ม เข้าห้องน้ำ ซื้อของกิน เห็นความแตกต่างมากครับ พอจอดปุ๊บผมถอดถุงมือใส่ปี๊บ, ถ้าจอดนานก็ถอด jacket ใส่ปี๊บไปด้วย, หยิบกระเป๋าตังค์จากในปี๊บ, หยิบกล้องถ่ายรูป, เดินเข้าห้องน้ำ เดินถ่ายรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวตัวเบาๆได้เลยครับ

3.ตอนขี่รถในชีวิตปกติ ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว, ซื้อกับข้าว, ไปส่ง ไปรับภรรยา ปี๊บขนาด 37ลิตร สองข้างก็เก็บทุกอย่างได้หมด กระเป๋าถือคุณภรรยา, กระเป๋าผมเอง, ข้าวของอื่นๆใส่ได้หมด ผมยังไม่เคยเจอปัญหาอะไรครับ

4.ไปนั่งอ่านหนังสือร้านกาแฟ ผมเก็บเป้ใส่ของส่วนตัวไว้ในปี๊บข้างนึง ปี๊บอีกข้างเก็บ laptop ขนาด 14นิ้วได้ในแนวนอนพอดี ,สายชาร์ต

ตอนนี้ผมสั่งปี๊บหลังของ K2 ขนาด 40L ไปแล้ว เพราะหลังจากพาคุณภรรยานั่งไปเที่ยว ตัวผมเองรู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ตอนบิดคันเร่ง เพราะกลัวเธอจะหงายหลัง มีปี๊บไว้ให้พิงก็คงดีกว่า อีกอย่างเวลาขี่ในเมืองก็คิดว่าจะเอาปี๊บข้างออก ถ้ามีปี๊บหลังจะได้มีที่เก็บของอยู่ อีกเหตุผลที่ตัดสินใจติดปี๊บหลัง เพราะอยากเก็บหมวกกันน็อคเวลาจอดรถ เพราะบางครั้งการหิ้วหมวกไปด้วยก็ไม่สะดวกเลย ผมเคยเลี่ยงมาใช้หมวกกันน็อคราคาไม่แพงแบบที่สามารถแขวนทิ้งไว้กับรถได้ แต่ก็ทำให้เวลาขี่รถรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เลยคิดว่าติดปี๊บหลังไปเลยแล้วกัน

ผมติดปี๊บข้างโดยสั่งจากร้านในเชียงใหม่ ราคาสองข้าง 20,800 บาท รวมทุกอย่างแล้ว ทั้งแร็ค และรวมเพิ่มใบละ 500 บาทเนื่องจากเป็นสีดำ เรียบร้อยแล้ว ราคาปี๊บหลังที่กำลังจะติด อยู่ที่ 15,500 บาท ครับ

ถ้ากำลังลังเลอยู่ว่าติดดีหรือไม่ติดดี ผมเชียร์ให้ติดเลยครับ ชีวิตดีขึ้นมากครับ

Advertisements