หนึ่ง – อยู่อเมกามาจะห้าปีแล้ว รู้เลยว่าตัวเองเคยโดนสื่อ,หนัง,ข่าว,ฯลฯ “เสี้ยม” ให้เข้าใจไปว่าคนแบบไหนจะมีลักษณะเป็น stereotype แบบไหน คนผิวดำไม่ต้องทำอะไร แค่เดินมาใกล้ๆก็กลัว ก็รังเกียจไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่หลายคนโคตรตลก เป็นมิตรโคตรๆ แบกความคิดแบบนี้ติดกระเป๋ามาจากประเทศไทยเรียบร้อย
.
สอง – สังคมอเมริกันไม่ได้เริ่ด คนอเมกันไม่ได้ perfect ทุกสังคมมีปัญหาของตัวเองที่ต้องแก้ แต่สังคมอเมริกันเปิดให้(แทบ)ทุกคนพูดกับคนอื่นได้ด้วยเสียงของตัวเอง ถ้าพูดแล้วไม่ถูกใจก็อาจจะโดนคนไม่เห็นด้วยด่า จะด่ากันจะเถียงกัน ก็ด้วยเหตุผลหรือความฟิน, ความจิ้นที่อยู่ในวิสัยที่เถียงกันได้ ไม่ใช่ยกเหตุผลชนิด “ถ้าเป็นอเมริกัน “ต้อง” คิดแบบนี้ ถ้าไม่คิดแบบนี้แปลว่าไม่ใช่อเมริกัน” แล้วก็สร้างความเป็น “คนนอก” ติดหน้าผากให้ แล้วก็ตามด้วยวาทกรรมคลาสสิค แบบไล่ให้ออกไปจากประเทศ หรืออย่างนี้ต้องเอามากุดหัว หรืออะไรแบบนั้น
.
สาม – เห็นหลายคนกระแนะกระแหนรัฐบาลอเมกา ว่าเคสอย่างบัลติมอร์เนี่ย ทีอย่างนี้ทำไมมาประกาศ martial law ทำไมมาทำอะไรรุนแรงกับประชาชน เสร็จแล้วก็เอามาเทียบกับประเทศไทย … ถามจริง ไม่เห็นความแตกต่างของมันจริงๆหรือแกล้งไม่เห็น …ของไทย martial law ประกาศโดยใคร ของอเมริกาประกาศโดยใคร , ของไทยสถานการณ์อะไรทำให้เราต้องอยู่ภายใต้ martial law ของอเมริกาสถานการณ์อะไร
.
สี่ – เกือบครบปีแล้วที่ตัวเองเลิกพูดเรื่องสังคม, การเมือง ลงบล็อคลงเฟสบุ้ค นี่จะกลับมาพูดอีกแล้วล่ะมั้ง ตั้งแต่เมืองไทยโดนปฏิวัติ ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนดัง แต่ก็รู้อีกเหมือนกันว่าปากอย่างตัวเอง ก็น่าจะทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนจากความคิดคนละด้านได้ไม่ยาก , ปิดบทความที่ตัวเองเขียนไปเยอะแยะ เพราะรู้ว่า “ถึงเวลาเอาตัวรอด” ยิ่งเห็นนักวิชาการหลายคนต้องหนี ยิ่งรู้สึกอนาจ แต่ก็คอยเอาใจช่วย และนับถือคนที่กล้าพูดอยู่ตลอด
.
ห้า – เมื่อวานเห็นลูกศิษย์ที่เคยสอนตอนม.ต้น ตอนนี้เธอโตเป็นผู้ใหญ่ เธอเปรียบเทียบสังคมญี่ปุ่นที่ตัวเองไปเที่ยวแล้วเห็น กับสังคมไทยที่เธอเห็นมาตลอด เห็นแล้วชื่นใจ รู้เลยว่าคนคนนึง พอความคิดมันถูกเปิด มันจะไม่มีวันกลับมาถูกปิดอีกต่อไป

Advertisements