image

ตอนที่หนึ่ง : เงินห้าร้อยหยวนสำหรับคุณค่ะ
.
ตอนเครื่องลงที่ปักกิ่ง ใจคอก็ตุ้มๆต่อมๆ เพราะยังไม่รู้ชะตากรรมของเที่ยวบินต่อไป ที่จะต้องต่อจากปักกิ่งมา Houston เพราะเจ้าหน้าที่ภาคพื้น ที่สนามบินเชียงใหม่ยื่น boarding pass มาให้เฉพาะ ไฟลท์จากเชียงใหม่ไปปักกิ่ง
” boarding pass เที่ยวบินจากปักกิ่งไป Houston ให้ไปรับที่ปักกิ่งนะคะ” เจ้าหน้าที่สาวบอก
“ซวยแระ จะได้เรื่องมั้ยวะ” คิดเฉยๆไม่ได้พูด
“ได้ครับ” เดินรับชะตากรรมขึ้นไปชั้นบน เพราะเครื่องจะออกอยู่รอมร่อ
.
กลับมาที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง
พอเครื่องลงผู้โดยสารก็พากันรีบยืน รีบหยิบกระเป๋าลงมาจาก head compartment ตัวเองเหมือนโดนสะกดจิต เค้าลุกกันทั้งลำก็เลยต้องเอากระเป๋าตัวเองลงมาด้วย เอาลงมาเสร็จก็ไปไหนยังไม่ได้ เพราะประตูเครื่องยังไม่เปิดอยู่ดี ก็เลยลงนั่งตามเดิม
.
เดินออกจากงวงมาได้ ก็มองหา “เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อกั๊ก” ตามที่เจ้าหน้าที่จากเมืองไทยบอกมา
“โปรดแสดงตัวดัวยนะคะ เมื่อถึงสนามบินแล้ว” เจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่เชียงใหม่บอกมา แปลความหมายเอาเองว่า อย่าทำเป็นนั่งบื้อ ไม่งั้นอาจตกเครื่องแล้วไม่ได้มา Houston อีก
พยายามมองหาคนใส่เสื้อกั๊กเท่าไหร่ก็ไม่มี
เอาจริงๆคือ แทบไม่มีมนุษย์เลยตั้งแต่เดินออกจากงวงมาเป็นสิบเมตร
“จะไปแสดงตัวกับใครดีวะเนี่ย”
.
เดินห่างจากประตูเครื่องมาพักนึงเลย ตรงทางแยกเห็นเจ้าหน้าที่ (เดาเอาเองว่าเป็นเจ้าหน้าที่) ยืนถือป้ายกระดาษอยู่ไกลๆ ไม่ได้ใส่เสื้อกั๊ก แต่ใส่สูทดำสนิท กะว่าเดินไปถึงตัวแล้วจะไปแจ้ง ว่า boarding pass ผมอยู่ไหน แต่พอเดินเข้าไปจนมองเห็นป้าย ก็เปลี่ยนใจ เพราะป้ายเขียนว่า All passengers go to the counter เลยคิดว่า ไม่ถามดีกว่า ถามไปก็คงโดนต้อนให้ไปที่เค้าท์เตอร์อยู่ดี เลยเดินตามๆชาวบ้านไปเหมือนเดิม
.
ยิ่งเดิน ก็ยิ่งออกจากที่แคบมาสู่ที่กว้าง กว้างขึ้น กว้างขึ้น มันยิ่งรู้สึกโหวงๆ เพราะมันใหญไปหมด ไม่รู้จะไปไหน ไปหาใคร ไปทางไหน กี่โมง เหวอใช้ได้ บอกเลย ดีที่พอเดินออกมาก็มาเห็นผู้โดยสารที่มาเครื่องเดียวกัน (ตกเครื่องมาด้วยกันจากเชียงใหม่) ยืนต่อแถวกันอยู่ ถึงได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
.
มองไปแถวเค้าท์เตอร์ก็เห็นเจ้าหน้าที่ (ซึ่งไม่ได้ใส่เสื้อก้๊กอีกนั่นแหล่ะ) ยืนถือป้ายที่เขียนเที่ยวบินเดิมของตัวเองที่จะต้องขึ้นมา Houston เลยพุ่งเข้าไปถาม พอเจ้าหน้าที่เจอคำถาม ก็ทำท่าเหมือนกับว่า รอเรามานานแล้ว มันเลยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดนึงว่า อย่างน้อยเราก็มีตัวตน มีคนรอเจอล่ะวะ
.
บอกเลยตอนนั้นนึกถึงหนังเรื่อง The Terminal ขึ้นมาตะหงิดๆ ประเทศตัวเองก็โดนทหารปฏิวัติ นี่ก็อาจจะมาตกเครื่องที่นี่อีก แหมได้ฟีลมาก
.
คุณเจ้าหน้าที่ที่ถือป้าย สือสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง กวักมือเรียกอีกคนมาช่วยพูด เจ้าหน้าที่คนใหม่แกะสติกเกอร์ที่อยู่ในแฟ้มของตัวเองส่งให้ บอกให้ติดไว้กับพาสปอร์ทของตัวเอง เค้าบอก “นี่เป็นเที่ยวบินของยู ที่จะบินต่อไป Houston วันพรุ่งนี้นะ”
“อ้อ นี่กรูตกเครื่องของวันนี้แล้วใช่มะ” คิดเฉยๆ แต่ย้ำกับตัวเองว่า คืนนี้ต้องนอนนี่แล้วล่ะ
.
พอรับสติกเกอร์มาแล้ว ถามตอบกันหลายรอบแล้ว ว่าจะให้ไปไหนต่อ ไปเอาตั๋วที่ไหน ไปติดต่อโรงแรมที่ไหน ก็เดินไปต่อคิวที่เคาท์เตอร์ตามคนอื่น แถวค่อยๆสั้นลง สั้นลง เห็นทุกคนรับซองสีน้ำตาลแล้วก็เดินจากไป จนถึงตัวเอง เจ้าหน้าที่บอกว่า “นี่เป็นเงินท้องถิ่นสำหรับคุณค่ะ”
“เงินค่าอะไรครับ” ถามกลับ เพราะงงจัด อยู่ดีๆจะได้เงินมาทำไม
“เงินค่าเครื่องเลทค่ะ” เค้าตอบมาเป็นภาษาอังกฤษนะ
“เอาเว้ย เจ๋งว่ะ ได้เงินด้วย” แกะซองดูตรงนั้นเลย เป็นแบงค์ร้อยห้าใบ แต่ไม่ใช่ร้อยบาท
“อ่อ ได้เงินห้าร้อยสินะ” ว่าแต่มันเป็นหน่วยอะไร ใช่หยวนหรือเปล่า ถ้าใช่มันคิดเป็นกี่ USD (ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเงินบาทเลยซักนิด เพราะต่างบ้านต่างเมืองขนาดนั้น เงินบาทไทยดูไม่มีประโยชน์อะไรเลย)
“ช่างมันเว้ย” ดีเหมือนกัน
.
รับเงินแล้ว หันไปยิ้มกับคนไทยที่ตกเครื่องมาด้วยกันแล้วก็เดินไปต่อ ไม่ได้ถามว่าจะให้รอมั้ย เพราะด้วยเป็นคนไม่ชอบถามเรื่องชาวบ้าน ถ้าเค้าไม่บอกก็ไม่ค่อยจะถามอะไรมาก ก็เลยไม่ได้รอ แค่หวังว่าจะโชคดี
.
ทุกอย่างเหมือนเดิม มีเพิ่มมาคือเงินห้าร้อย(หยวนมั้ง) กับสติกเกอร์ดูหน้าตาไม่เป็นทางการซักนิด แต่ที่ยังขาดไป คือ boarding pass ตัวดีที่จะพาออกจากประเทศนี้ อ้อและอีกอย่าง luggage ใบใหญ่ ที่ตอนนี้สงสัยว่า มันมาปักกิ่งด้วยกันหรือเปล่า
.
(จบตอนหนึ่ง)
.

Advertisements