ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงสมัยตอนเรียนประถม ที่นึกถึงเขามาตลอดตั้งแต่เรียนจบ แต่ก็ไม่เคยได้ข่าวคราวเขาอีกเลย

เขาชื่อ “สุเทพ” ถ้าให้ผมแปล “สุ” คงแปลว่า ความดีงาม “เทพ” ก็น่าจะแปลว่า เทวดา พอเอาสองพยางค์มารวมกัน ชื่อของเขาก็น่าจะแปลว่า เทวดาที่มีแต่ความดีงาม ชีวิตเขาก็น่าจะเจอแต่ความดีงาม ความสุข

แต่ความจริง ผมแทบไม่รู้สึกไปตามความหมายนั้นเลย ทุกครั้งที่นึกถึงเขา

จริงๆผมกับสุเทพไม่ได้สนิทกัน จำแทบไม่ได้เลยว่าคุยกันซักกี่ครั้ง เล่นกันบ้างหรือเปล่า ทั้งๆที่เจอกันมาตั้งแต่เรียนป.สาม เป็นอย่างน้อย เรียนห้องเดียวกันจนกระทั่งป.หก และถ้าจำไม่ผิดผมกับสุเทพน่าจะอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ป.หนึ่งเลยด้วยซ้ำ

ตามประสาเด็กประถม เวลาพักกลางวัน หรือเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน เราก็มักไปหาที่เล่นกันกับเพื่อนที่สนิทๆ สุเทพมีเพื่อนที่เล่นด้วยกันในกลุ่มของเขาเอง เป็นเพื่อนกลุ่มที่ผมรู้สึก “กลัว” มาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเพื่อนกลุ่มนี้ คุยกันด้วยสรรพนาม “กู” “มึง” มาตั้งแต่ตอนนั้น ในขณะที่ผมยังถูกสอนให้พูดกับเพื่อนว่า “เรา” กับ ชื่อเล่นเพื่อน และคำสรรพนามกูมึงเป็นคำหยาบคายชนิดที่ไม่ควรเข้าใกล้ เวลาจะเข้าไปคุย ไปเล่น มันก็เลยแปลกๆ หวาดๆ ชอบกล ก็เลยไม่ค่อยได้เล่นอะไรด้วยกัน

มีบ้างเหมือนกันเวลาเรียนพละ จำได้แม่นว่าสุเทพเป็นคนวิ่งเร็ว สุเทพอยู่สีแดง ผมอยู่สีเหลือง เวลาเล่นวิ่งเปี้ยวกัน เมื่อไหร่ที่ถึงคราวสุเทพเป็นคนถือไม้ จะน่ากลัวมาก เพราะเขาวิ่งเร็วจี๋ แป๊บเดียวก็ทันคนอื่นแล้ว

อีกอย่างที่ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้สุเทพ ก็คือ สุเทพมีแผลตามเนื้อตัวเยอะไปหมด มีแผลแตกที่หน้า รอยตุ่มยุงกัด แมลงกัดตามขา ตามน่อง มือก็หยาบๆ ตัวก็ดำๆ หน้าตาก็น่ากลัว นั่นเป็นสิ่งที่เด็กประถมอย่างผมรู้สึกในตอนนั้น

สิ่งที่ทำให้ผมจำเรื่องของสุเทพได้จนถึงทุกวันนี้ คือ วันหนึ่งตอนพักกลางวัน ในห้องเรียนชั้นป.สาม

แม่ของสุเทพมาที่โรงเรียน ผมไม่รู้ว่าแม่เขามาเพราะอะไร ให้เดาตอนนี้ก็คงเพราะครูประจำชั้นเชิญมา

แม่ของสุเทพเป็นแม่ค้าร่างใหญ่ ตัวใหญ่แบบแม่ค้าในตลาดสดที่ชอบอยู่ในหนังสือขายหัวเราะ หรือในละคร

แต่วันนั้นแม่ของสุเทพไม่ตลก

ผมจำภาพได้ลางๆ ว่าผมอยู่ในห้องเรียนนั้นด้วยตอนที่แม่ของสุเทพคุยกับครูประจำชั้น แต่จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกัน ที่จำได้ถึงวันนี้ คือระหว่างที่ครูกับแม่ของสุเทพคุยกันอยู่ แม่ของสุเทพก็ลุกขึ้นมาแล้วก็ใช้มือตบไปที่หัวของสุเทพอย่างแรง แล้วก็กระหน่ำตีตามเนื้อตามตัวของสุเทพอีกไม่ยั้ง

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสุเทพร้องไห้

ผมยังจำภาพนั้นได้ถึงทุกวันนี้ ภาพที่สุเทพ จอมเกเรของห้อง เด็กที่ไม่เคยยอมใคร มีเรื่องชกต่อยประจำ ตอนนี้นั่งก้มหน้าอยู่ที่พื้นข้างโต๊ะครู มีแม่ของสุเทพนั่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วน้ำตาเค้าก็หยดลงพื้นห้องที่เป็นไม้ หนึ่งหยด สองหยด ที่หน้าก็มีน้ำตาไหลอยู่สองข้างแก้มอยู่อย่างนั้น

เป็นภาพที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นเลยจริงๆ

มีเพื่อนผู้ชายคนนึงเล่นมุกตลกบอกว่า “อย่าให้น้ำตาหยดลงบนพื้นห้อง เดี๋ยวพื้นด่าง” ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมตลกไปกับมุกตลกนั้นหรือเปล่า ผมอาจจะขำไปกับเพื่อนคนอื่นก็ได้

ตอนที่เราเรียนจบจากชั้นประถมไปแล้ว ไปเรียนอยู่ชั้นม.สี่ พวกเราในรุ่นนัดกันกลับไปที่โรงเรียน เพื่อจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขายบัตรกินข้าวแบบง่ายๆ ตามประสาเด็กม.สี่ที่พอจะมีความสามารถทำกันได้

ปีนั้นเราโชคดี มีเพื่อนของเราในรุ่นที่พ่อเขาเป็นนักการเมืองใหญ่ของพื้นที่นั้น เป็นหัวแรงใหญ่ในการหาเงิน ขายบัตร เพื่อนๆในรุ่นช่วยกันรับบัตรไปขาย คนละโต๊ะ สองโต๊ะ เพื่อเอาเงินที่ได้ไปให้โรงเรียน แต่เงินส่วนใหญ่น่าจะมาจากเพื่อนคนนี้ ปีนั้นครูบอกว่ารุ่นเราได้เงินให้โรงเรียนมากที่สุดที่เคยจัดงานมาเลย

คนที่มางาน ก็เป็นพ่อแม่ของพวกเรากันเองเป็นส่วนใหญ่ มีเพื่อนของเรามากันพอประมาณ

แน่นอน สุเทพไม่ได้มาในงานนั้น

ในงาน เราจับกลุ่มคุยกันบ้าง ช่วยกันเสริฟอาหารบ้าง จนกระทั่งงานเลิก เราถึงได้มีเวลาคุยกันบ้างนิดหน่อย

วันนั้นผมได้ข่าวจากเพื่อนว่า สุเทพไปขโมยของ แล้วก็ไปติดคุก ไม่รู้ออกมาหรือยัง จริงหรือไม่จริงไม่รู้กระทั่งถึงตอนนี้ก็ไม่เคยได้รู้เรื่องจริงๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนที่รู้ข่าวรู้สึกยังไง จำได้ว่านึกถึง แต่ไม่รู้ว่าคิดถึงเพื่อนคนนี้หรือเปล่า

แต่วันนี้ ที่เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบปี ไปเห็นโลกมา ไปเจอเด็กๆแบบเดียวกับเขามา ผมรู้สึกคิดถึงสุเทพจริงๆ

ผมว่ามันคงจะเป็นตลกร้ายมากๆแน่ ถ้าสมมติวันหนึ่งบ้านของผมถูกขโมยงัด ตำรวจจับขโมยได้ แล้วปรากฏว่าขโมยที่งัดบ้าน เป็นสุเทพ เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป.หนึ่ง

ผมได้ยินเพื่อนบางคนพูดว่า “ชีวิตที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เพื่อลูกคนเดียวนี่แหล่ะ” แต่สำหรับผม แค่เลี้ยงลูกตัวเองคนเดียวให้ดี น่าจะยังไม่พอที่จะทำให้ลูกของตัวเองได้อยู่ในสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการอยากให้เป็น

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินครูหยุย วัลลพ ตังคนานุรักษ์ เคยพูดไว้ว่า “ลูกคนอื่นก็เหมือนลูกของเรา ลูกของคนอื่นอยู่ได้ ลูกของเราก็อยู่ได้” คำพูดนั้นมันอยู่ในใจผมมาตลอด

ผมลองนึกถึงชีวิตตัวเองตอนเด็กดู จริงๆผมอาจจะแค่โชคดีก็ได้ที่เกิดมาในครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ผมไม่ต้องออกแรงมากเท่าสุเทพ ชีวิตผมก็เลยไม่ต้องเจอเรื่องยุ่งยากเท่าคนอื่น ถึงจะไม่ได้สบายมาก แต่ก็ไม่ได้ต้องลำบากมากๆ อย่างที่เด็กหลายคนต้องเจอ ชีวิตผมก็เลยเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น

แค่ต้นทุนตอนเกิดของผมกับสุเทพเอามาเทียบกัน แค่นั้นก็ต่างกันหลายช่วงตัวแล้ว ถึงผมจะเคยถูกตี แต่เดาว่าคงไม่เท่ากับที่สุเทพเคยโดนตีแน่ๆ

เด็กอย่างผม อาจจะโกรธพ่อแม่ที่ไม่ซื้อของเล่นให้ แต่เด็กอย่างสุเทพ แค่ไม่โดนแม่ด่า ไม่โดนแม่ตีจนต้องลงไปกอง นั่นก็อาจเป็นเรื่องดีสำหรับเขาแล้วในหนึ่งวัน

ผมจำได้ว่าตอนที่เป็นนักเรียน เวลามีของหาย ใครๆก็มองไปที่สุเทพ หรือเด็กอีกสองสามคนที่ดูท่าทาง หน้าตา ฐานะทางบ้านที่ ดูน่าจะเป็นคนขโมย

สุเทพอาจจะเป็นเด็กขี้ขโมยจริงๆก็ได้ แต่มันก็มีเหตุผลให้เขาทำอีกเยอะแยะ ถ้าเราจะมองมันให้ลึกลงไป ถ้าที่บ้านของสุเทพไม่เคยซื้อของเล่น กล่องดินสอ อะไรให้เขา แต่เพื่อนๆมีเล่นที่โรงเรียน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะมาห้ามใจผมไม่ให้ขโมยของเล่น กล่องดินสอ ของเพื่อนได้

ผมเดาไม่ได้จริงๆ ว่าเด็กอย่างสุเทพจะรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องเติบโตมาในสังคมที่ใครๆก็จ้องมองเขาเหมือนเป็นคนนอก เป็นคนร้าย อยู่ตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าเขารับมือกับความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไร ในฐานะที่เป็นแค่เด็กประถมตัวเล็กๆคนนึง

สำหรับผม สุเทพเป็นแค่ตัวแทนของเด็กคนหนึ่งในสังคมของเราที่ผมรู้จัก สังคมของเรามีเด็กแบบสุเทพอีกมากมาย ทั้งเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น และที่โตเป็นผู้ใหญ่ คนที่ต้องเติบโตมาด้วยตัวเอง ต้องหาที่ยืนในสังคม ขณะที่หลายคนคอยแต่จะผลักเขาให้ไปอยู่ข้างนอก

เราอยากส่งลูกของเราไปเรียนในโรงเรียนที่ดี เพราะเราไม่อยากให้ลูกของเราต้องไปเจอกับเด็กอย่างสุเทพ เพราะเราอยากคัดเลือกสังคมที่เราคิดว่าดีให้กับลูกของเรา เราเลือกจะมองข้ามเด็กอื่นๆ ที่เกิดมาก็มีต้นทุนน้อยกว่าลูกๆของเราไปแล้วหลายช่วงตัว เราเลือกให้ความรักความเอาใจใส่กับลูกของเราอย่างเต็มที่ เราให้การศึกษา ให้อาหารกับลูกของเราอย่างดีที่สุดที่เราจะทำได้

แต่ความเป็นจริงเด็กอย่างสุเทพยังมีอยู่มากมายในสังคมเดียวกับเรา เขาเติบโตขึ้นจากเด็กที่ใครๆก็ไม่ต้องการ ใครๆก็เห็นว่าเป็นเด็กขี้ขโมย มาเดินอยู่กับเราบนถนน ผมมองไม่เห็นทางว่าเราจะผลักให้เขาออกไปจากสังคมได้อย่างไร

ผมว่าความรักมันไม่ได้มีจำกัดขนาดนั้น ความเอาใจใส่และสำนึกของการอยู่ร่วมกันก็ไม่ได้มีจำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวเดียวกันแค่นั้น เพราะเวลาเราป้อนข้าวลูกเราในรถ มันก็เป็นเวลาเดียวกันที่เด็กอีกหลายคนยืนแบมือขอเงินแลกการเช็ดกระจกอยู่ข้างกระจกคนขับ

ผมไม่ได้จะบอกว่าการ “ทำทุกอย่างเพื่อลูก” มันผิด แต่การเผื่อแผ่ความรักความเอาใจใส่ออกไปจากลูกของเรา จากคนในครอบครัวเรา ไปสู่คนอื่นในสังคมเดียวกันก็เป็นเรื่องจำเป็น… เหมือนกัน..

Advertisements