ผมค่อยๆเดินกลับออกจากที่ชุมนุม ทางถนนข้างภูเขาทอง ตอนเช้าวันที่สิบแปด เดือนพฤษภา ปี 35

ค่อยๆเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ เพราะตั้งใจจะกลับไปตั้งหลักที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
เพราะรู้ดีว่ายังไงเราก็ใช้เป็นที่หลบ ล้างหน้าล้างตาได้

จำได้ว่าตัวเองรู้สึกโล่งอก ตอนเห็นหน้าตัวเองที่กระเซอะกระเซิงสะท้อนกับกระจก ที่ห้องน้ำสองชั้นราคาล้านบาท เพราะหน้าตายังปกติดี มีแค่คราบเขม่า คราบดิน ตามร่องข้างจมูก ซอกหู นิดหน่อย

ที่ได้แถมมาคือสะเก็ดเล็กๆที่เลือดแห้งไปแล้ว ตั้งแต่ตอนดึกแถวหัวไหล่
.
ตอนที่โดนสะเก็ดอะไรซักอย่างกระเด็นมาโดนแถวซอกคอต่อกับไหล่
ผมรู้สึกเหมือนก้อนน้ำแข็งมันกระเด็นเข้ามาในเสื้อ มันแยกไม่ออกระหว่างร้อนกับเย็น อีกทั้งเสียงรอบตัวมันมั่วไปหมด
ทั้งเสียงคนตะโกน เสียงดังเหมือนเสียงปืน เสียงคนวิ่ง เสียงคนทุบขวดกับพื้นถนน แยกไม่ออก

ผมรีบกระชากเสื้อตัวเองขึ้นแล้วสะบัดสะเก็ดนั้นออกไป มันกระเด็นหายไป เหลือไว้แต่รอยแผลขนาดเท่าหัวไม้ขีดที่คอ

ตอนนั้นคิดว่า สงสัยจะไม่รอด มองขึ้นไปบนยอดตึก พยายามนึกว่าจะเห็นใครส่องลงมาหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นอะไร
.
.

คืนวันที่ 17 พฤษภา ปีนั้น ผมนอนพิงกำแพงภูเขาทองอยู่กับคนที่ไม่รู้จักอีกเป็นร้อย นอนกันระเกะระกะ มันไม่ได้นอนหลับซะทีเดียว เพราะตลอดเวลา ก็จะมีคนวิ่งผ่านหน้าอยู่ตลอด

บ้างเป็นวัยรุ่น วิ่งถือไม้ยาว ไปทางสะพานผ่านฟ้า บ้างก็วิ่งกลับมา สลับอยู่อย่างนั้น ทั้งคืน

.

.
ไม่รู้เลยว่า คืนนั้น มีประกาศใช้กฏอัยการศึก

.

ตอนเช้า เหมือนเสียงต่างๆจะเงียบลง ผมเดินตามถนนไปทางสะพานผ่านฟ้า แต่ไม่กล้าเดินไปทางรั้วลวดหนาม ได้แต่เดินเลี้ยวไปตามถนนราชดำเนิน จนไปหยุดนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้แถวหน้าตึก

ตอนนั้น ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทั้งหิว ทั้งโกรธ ทั้งแค้น

พอเริ่มสายหน่อย คนที่เป็นผู้นำ เริ่มร้องเพลงสรรเสริญฯ คนอื่นๆในนั้นก็ร้องตาม และเริ่มลุกขึ้นยืน เพลงยังไม่ทันจบ เสียงเหมือนเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกรอบ

ผมทิ้งตัวหมอบลงกับพื้น คนอื่นๆก็เหมือนกัน
จำได้ว่า ร้องไห้ไป ก็ตะโกนร้องเพลงไป ตะโกนด่าไป มั่วไปหมด
.

.
ตอนกลับมาถึงบ้านแถวบางขุนเทียน เห็นญาติๆ ที่เป็นลุงๆนั่งกันอยู่บ้านข้างๆ
ตอนนั้นรู้สึกโกรธ ที่ทำไมถึงไม่ไปร่วมกันชุมนุม
นี่มันเรื่องของประเทศชาติแท้ๆ

กลับขึ้นบ้านไปนั่งไหว้พระ
ไม่ได้ไปขอพร แต่ไปสาบแช่ง
ในใจมีแต่ความโกรธ
.
.
เช้าวันที่สิบเจ็ด ผมไปเจอเพื่อนๆที่ธรรมศาสตร์
ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นวันที่ผมเพิ่งได้รับผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย
อายุ สิบแปด

ผมกำลังจะเข้าเรียน เป็นนักศึกษาปีที่หนึ่ง
ผมแยกกับกลุ่มเพื่อนตอนบ่ายๆ เพราะอยากเข้าไปดูที่ชุมนุม

ที่ที่ชุมนุม มีผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาถาม
พอได้ความว่าเพิ่งเอ็นติด ก็เข้ามาแสดงความยินดี
ดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่มาร่วมชุมนุม
ตอนนั้นดีใจ ที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุม

.
.
หลังจากกลับไปถึงบ้าน ผมจำไม่ได้ ว่าเจอพ่อกับแม่ตอนนั้นเลยหรือเปล่า
แต่มารู้ทีหลังว่า
เช้าวันที่ผมเดินออกมาจากที่ชุมนุม เป็นเช้าเดียวกับที่พ่อกับแม่เดินสวนกลับเข้าไปในที่ชุมนุม

.
เขาขับรถออกไปตามหาผมในที่ชุมนุม
.
พ่อกับแม่ค่อยๆเดินจากอนุสวรีย์ประชาธิปไตย เลาะไปตามฟุตบาทข้างตึก แล้วมองหาคนที่คิดว่าน่าจะเป็นผม
แต่ก็ไม่เจอ

ผมไม่กล้าเดา ว่าระหว่างที่พ่อกับแม่ผมเดินตามหาผมในที่ชุมนุม
เขาสองคนจะรู้สึกอย่างไร

.
.
เย็นวันที่สิบแปด ผมได้แต่นั่งดูข่าวอยู่ที่บ้าน เพราะไม่ได้กลับออกไปที่ราชดำเนินอีก
จำไม่ได้ว่าพ่อกับแม่ห้าม หรือตัวเองไม่ไปเอง
ยิ่งดูข่าวก็ยิ่งโกรธ
.
.
เวลาผ่านไป ผมเรียนรู้การเมืองผ่านการดูข่าวในช่องกระแสหลัก
คิด เหมือนอย่างที่คนส่วนมากคิด
เชื่อ เหมือนอย่างที่คนส่วนมากเชื่อ
ฟัง เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ฟัง

ทุกครั้งที่ผ่านเดือนพฤษภาของแต่ละปี
เวลาเห็นข่าวรำลึกถึงเหตุการณ์
ผมถามตัวเองว่าเราได้อะไรจากการเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น
เราเสียอะไรจากการเข้าไป
เราเรียนรู้อะไรจากการทำแบบนั้น
ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามเรื่อง

.
.
ปีนี้ 2557 กองทัพประกาศใช้กฏอัยการศึกในประเทศไทย
ถึงแม้เค้าจะบอกว่ามันไม่ใช่ Coup d’état
แต่สำหรับผม มันก็ต่างกันไม่เยอะ
.
.
หลังจากเลิกเรียนรู้การเมืองผ่านสื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว
ผมเริ่มพยายามเรียนรู้การเมือง จากสื่อกระแสรองอื่นๆมากขึ้น ก็เลยได้ยินหลายคนคาดหมายเรื่องนี้มาก่อน
ผมเลยไม่ค่อยแปลกใจที่ได้ยิน

ไม่แปลกใจ ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไร
มันตลก แต่ก็ขำได้แบบขื่นๆ ที่ยังได้เห็นคนถือปืนออกมายึดสถานีโทรทัศน์ได้อีก ในปีพ.ศ.นี้
มันตลก แต่ก็ขำไม่ออก ที่เห็นคนไทย ออกมายินดี ที่ได้เห็นประกาศนี้
เอาจริงๆ มันไม่ตลกเลย
มันเศร้าจะตาย
.

.
มันเศร้าที่เรายังคง เป็นประเทศที่ใช้วิธี เรียกคนมากๆ ออกมาปิดถนนเพื่อไล่นักการเมือง
.
เรายังก้าวไปไม่พ้น ประเทศที่ทหารออกมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเมือง
และหวังว่าใครซักคนจะแก้ปัญหาการเมืองแทนเราได้
ในเวลาที่ประเทศอีกครึ่งโลก เลิกใช้วิธีแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้วหลายสิบปี
.

.
เสียงตะโกน “ออกไป ออกไป” ของคนในที่ชุมนุม ที่ดังซ้ำๆ
ตามจังหวะเสียงทุบขวดน้ำพลาสติกกับพื้นถนน
เช้าวันที่สิบแปด พฤษภา
ยังดังชัด ในหัวผมอยู่
ถึงจะผ่านไปแล้วยี่สิบสองปี
.
.

ผมไม่รู้ว่าเราลืมกันง่าย
หรือเราไม่อยากจะจำ
หรือเรากำลังจะทำอะไรกับประเทศของเรา

Advertisements