วันสองวันก่อนเริ่มเห็นมีคนแชร์ข้อความจากเพจ “องค์กรเก็บขยะ” หรืออะไรประมาณเนี้ย ลองเข้าไปอ่านแล้วก็เห็นว่ามีเพื่อนบนเฟสบุ้ค(ทั้งเพื่อน,ญาติ,เพื่อนร่วมงาน, ลูกศิษย์) กดไลค์อยู่กี่คน ใครมั่ง เห็นแล้วเศร้าว่ะ บอกตรงๆ

ผมเกิดทัน 6 ตุลา นะ แต่ตอนนั้นแค่สามขวบ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
โตมาหน่อยในโรงเรียน ในหนังสือแบบเรียนไม่เคยมีเรื่องนี้ ไม่เคยมีครูคนไหนสอนจริงจัง ทั้ง 14 ตุลา, 6 ตุลา ทั้งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศ แต่ไม่เคยรู้ว่าอะไรทำให้เราฆ่ากัน ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังการฆ่ากันครั้งนั้น ไม่เคยได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญครั้งนั้น ถ้าไม่ได้แสวงหาด้วยตัวเอง

พอโตมาเริ่มรู้ความเริ่มอ่านหนังสือเป็นก็เริ่มหาหนังสือมาอ่าน ถ้าใครเคยหาอ่านก็คงรู้ว่าหนังสือแบบนี้มันหาอ่านไม่ง่าย หนังสือของไทยเท่าที่มีถ้าไม่เป็นพูดด้านเดียว ก็พูดอ้อมแอ้ม พูดอ้อมๆไป เรื่องแบบนี้พอมันไม่ถูกเอามาพูดกันในที่แจ้ง ก็เลยต้องไปแอบพูด พอแอบพูดความชัดเจนก็เลยมีน้อย หลักฐานที่เป็นความจริงก็เลยไม่ค่อยมี ยิ่งการสืบหาคนทำทำผิดมาลงโทษยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมไม่เคยได้ยินว่ามีใครต้องรับผิดจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งที่ภาพถ่าย ภาพเคลื่อไหวก็มีให้เห็น

ถึงปัจจุบัน ผมรับได้สบายเลยนะ ถ้าเราจะมีรสนิยมทางการเมืองต่างกัน จะชอบประชาธิปัตย์ จะชอบเพื่อไทย ชอบอภิสิทธิ์ ชอบปู ชอบชูวิทย์ เพราะมันสิทธิส่วนบุคคลล้วนๆ ผมไม่คิดว่าเรามีสิทธิเหนือกว่าคนอื่นตรงไหนที่จะไปบังคับให้คนอื่นมา “เชื่อ” “ชอบ” “รัก” “เคารพ” “ศรัทธา” แบบเดียวกับที่เราเป็น การกอด “ความดี” ไว้กับตัวเอง แล้วก็นิยามความหมายของ “ความดี” ไว้แบบเดียว แล้วถือว่าถ้าไม่เชื่อในความดีเหมือนกับเรา ก็แปลว่า กำลังคิดชั่วอยู่ ทั้งๆที่ “ความดี” มันเป็นเรื่องที่เราต่างให้คำนิยามของมันเองกันทั้งนั้น อย่างนี้แล้วเราจะอยู่กันได้ยังไง

แต่พอรสนิยมทางการเมืองมันเลยเถิด หลายคนเริ่มแปะป้ายคำเรียกต่างๆให้กับคนที่ไม่คิดเหมือนตัวเองเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ลงนี่ รับไม่ไหวจริงๆ แล้วยิ่งเลยเถิดไปถึงว่าจะล้างแผ่นดินให้สะอาด เพราะคนที่คิดไม่เหมือนเราทำให้แผ่นดินสกปรก เป็นพวกขยะนี่ ยิ่งรับไม่ได้ใหญ่

เราคงได้ยินกันมาไม่น้อยแล้วล่ะที่เรียก ปชป.ว่าแมลงสาบ เรียกเสื้อแดงว่าควาย เรียกสลิ่ม อีกมากมายสารพัดจะเรียก เพื่อให้มันสนุก เพื่อความมันส์ หรือเพื่อให้ไม่รู้สึกว่าคนที่เรากำลังเรียกนั้น เป็นมนุษย์ ล่าสุดก็นี่เลย เรียกว่า “ขยะ” ที่ต้องถูกกำจัด

เขียนมาแบบนี้ก็อาจโดนแปะป้ายโลกสวยอีก เอาเหอะ

ผมเคยหาข้อมูลตอนเขียนเรื่อง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ลงบล็อกเมื่อสองสามปีก่อน เป็นเรื่องการฆ่ากันระหว่าคนสองกลุ่มคือ ฮูตู กับ ทูซี่ จริงๆต้องบอกว่าเป็นการฆ่าคนทูซี่ โดย คนฮูตูมากกว่า

ช่วงนั้นคนทูซี่ถูกฆ่าไปประมาณ “หนึ่งล้านคน” ผมให้ลองเดาดูครับ ว่าเค้าใช้เวลาเท่าไหร่ที่จะฆ่าคนได้หนึ่งล้านคน คุณคิดว่านานเท่าไหร่ หนึ่งปี สองปี ..

แค่ประมาณสามเดือนแค่นั้นเองครับ ผมเฉลี่ยๆเลขกลมๆให้เห็นภาพง่ายๆ คนทูซี่ก็โดนฆ่าไปวันละ 100 คน นึกดูละกันครับ อะไรที่สามารถทำให้เราฆ่าคนในประเทศเดียวกันได้ถึงวันละร้อยคน เป็นเวลาสามเดือน จนมีคนถูกฆ่าไปรวมๆเป็นล้านคน

“ความเกลียดชัง” ไงครับ ที่จะทำให้เราทำอะไรแบบนั้นได้

บางคนอาจบอกว่านั่นเป็นเพราะเค้าเป็นคนละเผ่า มีเชื้อสายต่างกัน การแบ่งแยกมันเลยง่าย ฆ่ากันก็เลยง่าย เมืองไทยมันแยกยาก ว่าใครเป็นอะไร ใครเชื่อแบบไหน ใครใส่เสื้อสีอะไร เราคงไม่ไปถึงขั้นนั้น แน่ล่ะครับ ถ้าเราไปถึงขั้นฆ่ากันเป็นล้าน มันก็คงไม่ไหวแล้ว มันไม่ใช่เรื่องจำนวนคน แค่คนเดียว แค่สิบคน ร้อยคน มันก็มากเกินไปแล้ว ก็ในเมื่อ 6 ตุลา เรายังมีได้ เรายังมีภาพคนถูกมัดแขวนไว้ที่ต้นไม้ แล้วมีคนเอาเก้าอี้ฟาด แล้วมีคนยืนดูและยิ้มพอใจ แล้วทำไมเราเราจะมีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลาอีกไม่ได้ ในเมื่อ ณ ปัจจุบัน ผ่านมาเกือบสี่สิบปี ผมลองเข้าไปดูเพจที่ว่า มีคนเอาภาพนั้นมาโพสท์ ก็เห็นมีคนกดไลค์ไปตั้งหลายสิบ มีการกระตุ้นให้ล่ารายชื่อคน ที่เรียน ที่ทำงาน แล้วค่อยตามไป “เช็คบิล” มาถึงขั้นนี้ได้แล้วทำไมจะเลยไปมากกว่านี้ไม่ได้

ผมหวังว่าคนอย่างผมคงไม่ถูกฆ่า(มั้ง) และอีกหลายคนก็คงอยู่ปลอดภัยดี เพราะไม่ได้เป็นฮาร์ดคอร์ที่ออกไปอยู่หน้าม็อบ ไปเป็นเครื่องมือของ “ผู้นำ” ไปเป็นเบี้ยในเกม แต่คนที่ออกไปแสดงความเห็นของตัวเองแบบบริสุทธิ์ใจ ตามสิทธิที่แต่ละคนมี แล้วก็ถูกฆ่าตาย แต่กลับถูกแปะป้ายว่า “เมิงสมควรตาย” “แมลงสาบต้องถูกกำจัด” “ขยะต้องถูกกำจัด” แบบนี้มันไม่ใช่

ผมไม่อยากยกตัวอย่างเพิ่มมากขึ้นอีก ว่าตอนนี้เรามีความเกลียดชังแบบไหนแล้วบ้างในสังคมไทย เพราะมันหาดูไม่ยากแล้วตอนนี้ แค่เปิดเฟสบุ้คก็เห็นเพื่อนเรากันเองแชร์มาให้ดู เห็นเพื่อนร่วมงาน เห็นญาติพี่น้อง ใครต่อใครแชร์ความเกลียดชังมาให้เราดูมาไม่หยุด ทั้งจริงทั้งไม่จริง

หลายคนกดแชร์ไปก่อน ก่อนที่จะคิดว่ามันจริงหรือไม่ เพียงแค่เห็นว่ามันตอบสนองความเชื่อ ตอบสนองความสะใจ ทำเหมือนกับนั่งปล่อยของเสียกลางถนนได้แบบไม่ต้องอาย เสร็จกิจแล้วก็เดินจากไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ผมอยากจะเชื่อว่าเพื่อนๆในเฟสบุ้คของผม จะยังมีสติสัมปชัญญะดีพอที่จะไม่มองเห็นคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองเป็นขยะ เป็นควาย เป็นสลิ่ม เป็นแมลงสาบ แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีเพื่อนในเฟสบุ้ค (ทั้งที่เป็นเพื่อน,ญาติ,ลูกศิษย์, ผู้ใหญ่ที่เคารพ ฯลฯ) ได้แปะป้ายให้คนที่เห็นไม่เหมือนกันไปเรียบร้อยแล้ว ดูจากสิ่งที่โพสท์ ดูจากสิ่งที่แชร์ มันเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ที่รวันดา คนฮูตูไม่ได้เริ่มรู้สึกเกลียดคนทูซี่ด้วยการใช้เวลาชั่วข้ามคืน แต่ความเกลียดชังมันถูกทำให้ฝังลึกลงไปเรื่อยๆโดยใช้เวลาเป็นสิบๆปี เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันที่จะต้องลงมือฆ่า มันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยับยั้งชั่งใจ เพราะตอนนั้นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า สิ่งสกปรก, แมลงที่น่ารังเกียจ, หรือขยะ ที่ต้องเก็บกวาด

เขาเกลียดกันมานานเป็นสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งเครื่องบินของประธานาธิบดีที่เป็นคนจากเผ่าฮูตูถูกยิงตก ประธานาธิบดีและทุกคนบนเครื่องตายหมด นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนฮูตูเหมือนกันที่อยู่ในเมืองพยายามจะเดินทางไปที่สถานีวิทยุเพื่อแถลงข่าว แต่ถูกจับตัวและถูกฆ่าตายโดยพวกฮูตูหัวรุนแรงด้วยกันเอง แล้วฮูตูหัวรุนแรงก็เริ่มปล่อยข่าวลือในวันนั้น ว่าเครื่องบินของประธานธิบดีถูกยิงตกโดยพวกทูซี่ ให้ชาวฮูตูทุกคนเริ่ม “ทำงาน” ได้

ชาวฮูตูที่ถูกทำให้เกลียดชังคนทูซี่มานานแล้ว ก็เริ่มฆ่าคนทูซี่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีตาย ฆ่ากันหลายจังหวัดในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีชาวฮูตูเป็นคนส่วนใหญ่ ฆ่าจนคนทูซี่หมดจังหวัด ในแถบชนบทที่ชาวบ้านจะรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าใครเป็นฮูตูใครเป็นทูซี่ ก็ฆ่าคนทูซี่กันเองในหมู่บ้าน ในเมืองที่คนไม่รู้จักกันมาก คนฮูตูจะตั้งด่านที่ถนน คนที่จะผ่านต้องแสดงบัตรประชาชนที่มีระบุว่าเป็นฮูตูหรือทูซี่ ถ้าเป็นทูซี่ก็จะถูกฆ่าตรงนั้นเลย (เมืองไทยเกือบเหมือนหรือยัง)

“เรามีมีดยาวในมือ แล้วก็วิ่งตามพวกทูซี่ไป พอไล่ทัน เราก็เอามีดฟันตามหลังให้ล้มลงก่อน แล้วก็ฟันตามแขน”
“แล้วมันรู้สึกเหมือนอะไรเวลาฟันลงไป”
“มันก็เหมือนๆเราฟันต้นไม้ แต่เนื้อคนมันนิ่มกว่า มีกระดูกอยู่นิดหน่อย พอฟันแล้วพวกทูซี่ก็จะล้มลง เราก็ฟันซ้ำอีกบนพื้น แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ”
ข้างบนนั้นเป็นบทสนทนาช่วงหนึ่งของสารคดีที่ PBS ไปสัมภาษณ์คนฮูตูที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมอยู่ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนทูซี่ ฟังแล้วรู้สึกว่าไงครับ มันแทบจะแยกไม่ออกอยู่แล้ว ว่านั่นเป็นเรื่องไกลตัว เพราะตอนนี้เราก็ยุยงให้หลายคนอยากทำกับคนอื่นอยู่แล้วในเมืองไทย

เราอยากได้จริงๆเหรอครับ ประเทศที่ต้องไล่ฆ่ากัน ประเทศที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากเราได้ แค่เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นความดีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น นั่นแปลว่าความชั่วหรือความเลว และถึงเราจะทำอย่างนั้นจริงๆ สุดท้ายแล้วถ้าเราไม่ใจแคบเกินไป มองไปข้างนอกบ้าง ก็จะเห็นว่าไม่มีประเทศไหนที่สามารถอยู่รอดได้ จากการไล่ฆ่าคนที่คิดต่างกันให้หมดประเทศ สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ร่วมกับคนที่เห็นต่างจากเราอยู่ดี

ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เราไล่คนที่คิดต่างจากเราออกจากประเทศไม่ได้หรอก ประเทศนี้ไม่ได้เป็นของใครนอกจากของเราทุกคน เรามีสิทธิที่จะอยู่อาศัย เดินทาง ประกอบอาชีพ แสดงความคิดเห็น ถือป้าย ร้องตะโกน ในประเทศนี้เท่ากันไม่ว่าเราจะเป็นใคร เป็นทหาร เป็นนายพล เป็นพลทหาร เป็นหมอ เป็นคนเข็นเปล เป็นภารโรง เป็นครู จบปริญญา เรียนกศน. อยู่บนดอย อยู่คอนโด เราทุกคนมีสิทธิที่จะคิด เชื่อ ศรัทธา เคารพ ในทุกสิ่งเป็นของเราเอง และที่มากไปกว่านั้น เราไม่ได้มีสิทธิเหนือใครที่จะสามารถบังคับให้ใครคิดเหมือนเราเลย

มีดยาวที่ใช้ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

machete
machete

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
http://en.wikipedia.org/wiki/Rwandan_Genocide

รายชื่อภาพยนต์, สารคดี ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_films_about_the_Rwandan_Genocide

 

 

 

Advertisements