ช่วงนี้มีรุ่นน้องที่เมืองไทย กำลังเรียนปริญญาโทและอยู่ในช่วงเริ่มเสนอหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ แล้วมีปัญหาเรื่องการแปลเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษ เลยส่งเอกสารมาให้ผมช่วยแปล ผมก็ใช้เวลาแปลกลับไปให้รุ่นน้องคนนี้ในเวลาไม่นาน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มีลูกศิษย์ส่งบทความมาขอให้ช่วยแปลอยู่เป็นระยะๆ

ผมไม่ได้คุยว่าตัวเองเก่งภาษาอังกฤษเลยครับ เพราะเรื่องแบบนี้ สำหรับคนที่มีความเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำอยู่แล้วนี่ ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก

สิ่งทีทำให้ผมคิดอยากเล่าประสบการณ์การฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองก็เพราะว่า รุ่นน้องก็บอกว่าผมเก่งภาษาอังกฤษ ลูกศิษย์หรือคนรู้จักก็บอกว่าผมเก่งภาษาอังกฤษ ผมก็เลยอยากบอกว่า ที่ผมสามารถอ่านออกเขียนได้ฟังเข้าใจ(พอสมควร)พูดแล้วฝรั่งไม่งง(มาก) แบบนี้ สำหรับผม มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ชั่วข้ามคืน ข้ามเดือน หรือข้ามปี แต่มันค่อยๆเปลี่ยน อย่างช้าๆ ทีละนิด ทีละนิด

ตอนเป็นเด็ก ผมก็เหมือนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศที่เรียนประถมในโรงเรียนรัฐบาล ได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนประมาณป.ห้า แล้วก็เรียนมาเรื่อยในโรงเรียน ในมหาลัย เรียนไปแล้วก็ไม่เคยได้เอาไปใช้อะไรจริงจังที่ไหนเลย ไม่เคยต้องไปเมืองนอก ไม่เคยต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ(ถ้าไม่ต้องสอบ) ไม่เคยไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษตอนซัมเมอร์ที่ไหน เรียนกับครูคนไทยเป็นส่วนใหญ่ เจอครูฝรั่งบ้างก็นิดหน่อยเท่านั้น

ผมเรียนภาษาอังกฤษห่วยมากช่วงมัธยมและมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี ถึงผมจะมีต้นทุนดีหน่อยที่แม่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนเลย ผมก็เลยแทบจะปิดประตูการรับรู้ภาษาอังกฤษไป กระทั่งเริ่มเรียนปริญญาโท

พูดจริงๆก็น่าจะก่อนเรียนปริญญาโท เพราะผมย้ายโรงเรียนที่สอนจากกทม.ไปอยู่อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ตอนที่ไปช่วงแรกๆมันยังไม่มีเพื่อน เวลาว่างก็เยอะ ผมเลยไปค้นตู้หนังสือของหมวดวิชาคณิตศาสตร์ที่ผมสอน เจอหนังสือ textbook คณิตศาสตร์ที่ได้รับบริจาคมาจากต่างประเทศอยู่หลายเล่ม ก็เลยเอามาพลิกๆดู อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องหลายน่ะครับ

ตำราคณิตศาสตร์ที่เป็นภาษาอังกฤษเนี่ย ถ้าใครยังไม่เคยไปอ่าน(และชอบคณิตศาสตร์) ผมบอกได้เลยว่าต้องไปหามาอ่านให้ได้ครับ เพราะแบบฝึกหัดที่อยู่ในหนังสือส่วนใหญ่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการเอาไปใช้จริงๆ พออ่านแล้วก็จะรู้ว่า “เรียนเรื่องนี้ไปทำไม” ถึงจะไม่ได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ณ ตอนนี้ แต่ก็รู้ว่ามันจะถูกเอาไปใช้จริงๆ สำหรับบางคนที่ทำงานเฉพาะอย่าง อ่านไปก็ตาโตไป อ่านไปก็เปิด dictionary ไป รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เอาจริงๆ การอ่าน textbook ที่ดูเหมือนจะยาก กลับง่ายกว่า เพราะศัพท์แสงก็จะเหมือนๆเดิม เปิด dictionary ครั้งเดียวแค่นั้น ไม่เหมือนอ่านบทความ, งานวิจัย, หนังสือพิมพ์ที่มีศัพท์ใหม่ๆมาทุกวัน

ช่วงเสาร์อาทิตย์ผมขับรถเข้าเชียงใหม่บ่อยๆ เข้าเชียงใหม่ทีก็ขนซื้อหนังสือกลับไปที ผมไปเจอหนังสือพ็อคเก็ตบุ้คภาษาอังกฤษของ Nicholas Spark ที่ผมเคยอ่านเรื่อง Walk to Remember ที่แปลเป็นภาษาไทยเมื่อนานมาแล้ว เจอเล่มอื่นๆด้วยก็ดีใจมาก สองอาทิตย์เล่ม สามอาทิตย์เล่ม ประมาณนั้น (ถ้าเข้าใจไม่ผิด ตอนนี้ร้านนั้นปิดไปแล้ว เป็นร้านอยู่ชั้นบนสุดแถวทางเข้าโรงหนัง ขายแต่หนังสือภาษาอังกฤษ คิดถึงน่าดูครับ)

พ็อคเก็ตบุ้คนี่ล่ะครับที่ผมถือว่าเป็นตัวช่วยในการฝึกภาษาอังกฤษได้ดีอย่างหนึ่ง เพราะสำหรับผม มันถือว่าเป็นความรับผิดชอบนะ เพราะเสียเงินซื้อไปแล้ว เล่มนึงก็สามสี่ห้าร้อย จะไม่อ่านก็เสียดายเงิน ก็ต้องพยายามอ่านไปเรื่อยๆ อ่านไปเปิด dictionary ไป ช่วงแรกๆบอกเลยครับว่าเบื่อมาก เพราะหลายคนคงเคยทำแล้ว แล้วมันช้า กว่าจะอ่านไปได้แต่ละหน้า ใจก็อยากจะรู้เรื่องเร็วๆ แต่จะอ่านเร็วๆก็อ่านไม่รู้เรื่องอีก นั่นแหล่ะครับ อย่างนั้นเลย แต่มันจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปตลอดหรอกครับ

อีกอย่างที่ผมทำคือการดูหนัง ปกติผมไม่ดูหนังฝรั่งที่พากย์ไทยอยู่แล้ว (แต่ผมชอบเสียงพากย์ของพันธมิตรนะครับ ขำดี แต่เอาไว้ดูตอนดูหนังจีนอะไรแบบนั้น) อันนี้เป็นรสนิยมส่วนตัว เพราะผมรู้สึกว่ามันตลกที่จะเห็นหน้า Will Smith แต่พูดภาษาไทย ผมก็เลยดูหนังที่เป็น subtitle มาตลอด ดูมาตั้งแต่เริ่มดูหนังเป็น ผมทำมันโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่า การทำแบบนี้เป็นการฝึกภาษาอังกฤษ ทำอยู่อย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เริ่มจากต้องอ่าน sub แทบตลอดเวลา แล้วก็เริ่มอ่านน้อยลง แล้วก็แทบไม่ต้องอ่านเลย แล้ววันหนึ่งก็มาถึงจุดที่รู้สึกว่า subtitle มันเกะกะ

บอกอีกครั้งนึงนะครับ ว่าไม่ได้จะคุยว่าตัวเองเก่งภาษาอังกฤษ เพราะใครๆที่ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ เรื่องแบบนี้มันธรรมดามาก

ต่อจากพ็อคเก็ตบุ้คก็ตำรา, งานวิจัย, บทความ ของต่างประเทศนี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ความหลากหลายของรูปแบบการอ่าน การเขียน ภาษาอังกฤษได้เปลี่ยนไป เพราะมันจะมีไวยกรณ์ ศัพท์ รูปแบบการเขียน ที่ต่างไปจากพ็อคเก็ตบุ้ค เจอศัพท์ใหม่ๆ เท่ห์ๆ อีกเยอะเลย

พอเริ่มเรียนปริญญาโท มันก็เหมือนเป็นการฝึกตัวเองแกมโดนบังคับ เพราะเราต้องหาหัวข้อที่จะทำวิจัยแทบจะทันทีที่เริ่มเรียน ยิ่งหาได้เร็วก็ยิ่งมีเวลาหาข้อมูลได้เยอะ ยิ่งมีเวลาอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องเยอะ งานวิจัยเมืองไทยมันก็มี แต่มันมีน้อย งานวิจัยของฝรั่งในเรื่องเดียวกัน มีอีกมากมายนับไม่ไหว ยิ่งอ่านก็ยิ่งเจอ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก

แล้วพอถึงช่วงเขียน abstract งานวิจัย ผมก็มั่นใจกับภาษาอังกฤษของตัวเองมากพอที่จะเขียนมันด้วยตัวเองเป็น เค้าร่าง แล้วส่งให้อาจารย์อ่านอีกที โดยที่ไม่ต้องไปไหว้วานให้ใครเขียนให้

ส่วนเรื่องฝึกเขียน ผมก็เขียนภาษาอังกฤษมาก่อนหน้านั้นแล้วครับ ทั้งเขียนจริงจัง เขียนเล่น ผมเขียนใหญ่เลย เขียนจริงจังก็อย่างลองแต่งเรียงความภาษาอังกฤษขึ้นมา ด้วยหัวข้อที่คิดขึ้นมาเอง เขียนไปแล้วก็ไม่มีใครตรวจให้หรอกครับ ก็เขียนไปอย่างนั้นเอง ส่วนแบบไม่จริงจัง ก็อย่างแปลเพลงที่ฟังอยู่ เวลาได้ยินเพลง ก็คิดว่าถ้าจะพูดเนื้อเพลงนั้นเป็นภาษาอังกฤษจะพูดว่ายังไง ก็จดๆ โน้ตๆลงไป เขียนแล้วก็ทิ้งไป ไม่ได้ใส่ใจ แต่มันก็ได้ฝึกมือไปในตัว

การฝึกเขียนอีกอย่างคือการเขียนบันทึก ผมเขียนบันทึกเป็นภาษาไทยอยู่แล้วเป็นปกติ มีบางวันบ้างเหมือนกันที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็เขียน ก็แค่นั้น ตอนนี้กลับไปอ่านบันทึกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเก่าๆแล้วก็ตลก รู้สึกเลยว่าภาษาห่วยมาก ไวยกรณ์ก็ผิดเยอะแยะ ศัพท์ที่ใช้ก็ตลก แต่ก็นะ มันเป็นบันทึก ไม่ได้มีใครไปอ่าน นั่นก็ได้ฝึกมือ ฝึกการเขียนอีกเหมือนกัน

ช่วงฝึกอีกช่วงที่สำคัญที่ผมรู้สึกว่าน่าจะมีผลกับการพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองคือการเตรียมตัวสอบไปเรียนเมืองนอก (ซึ่งสุดท้ายแล้วผมก็ไม่ได้เรียนหรอกนะครับ)

ตอนเรียนใกล้จบปริญญาโท อาจารย์ที่ปรึกษา ท่านบอกผมว่า “อย่างคุณเนี่ย ต้องไปเรียนเมืองนอก” คำพูดนั้นมันเป็นแรงผลัก แรงขับ ให้ผมอย่างมหาศาล บอกได้เลยครับ ว่าคำพูดของพ่อ ของแม่ ของครูบาอาจารย์เนี่ย มันศักดิ์สิทธ์และมีพลังต่อ ลูก ต่อลูกศิษย์ มากจนเหลือเชื่อ ถึงแม้สุดท้ายผมจะไม่ได้เรียน แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อย ก็มีคนเห็นในศักยภาพของเราอยู่ สิ่งนี้สำคัญมากๆเลยครับ คนเป็นพ่อแม่ เป็นครูอาจารย์น่าจะต้องระวังเรื่องคำพูดต่อเด็กๆให้ดีๆ

กลับมาเรื่องภาษาอังกฤษกัน พอผมเริ่มคิดว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก ก็เริ่มต้นจากการต้องไปสอบ TOEFL ผมก็เลยอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างหนัก ทำตารางสำหรับฝึก วันนึงหลายๆชั่วโมง (ทำได้ไม่ได้บ้างแล้วแต่) แล้วการสอบ TOEFL เนี่ย เป็นการสอบที่วัดความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ ทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน เพราะฉะนั้น การฝึกมันก็เลยมาพร้อมๆกัน ซึ่งผมเข้าใจว่า มันส่งเสริมกันและกันอย่างมาก

นอกจากต้องสอบ TOEFL แล้ว ผมก็ยังต้องสอบ GRE ด้วย เจ้า GRE นี่แบ่งเป็นสองส่วนคือ คณิตศาสตร์พื้นฐาน และ ศัพท์ชั้นสูง ช่วงเตรียมตัวสอบ GRE นี่ ก็เป็นโอกาสดีที่ได้เจอศัพท์ “แปลกๆ” “ประหลาดๆ” ที่ไม่ค่อยจะได้ไปเจอที่ไหน ยกเว้นบทความวิชาการ, งานประพันธ์ , หรือวารสารวิชาการ หลายคำที่เคยท่อง ตอนนี้ก็ยังจำได้อยู่เลย

สิ่งที่ผมได้เป็นของแถมมาจากการเตรียมตัวสอบ TOEFL และ GRE ก็คือการพิมพ์สัมผัสภาษาอังกฤษ เพราะสอบ TOEFL ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ เค้าให้พิมพ์เพื่อตอบ ถ้าพิมพ์ช้าก็ตอบได้ช้า พอฝึกบ่อยๆ จากที่พิมพ์ไปดูแป้นไป ตอนนี้ก็กลายเป็นพิมพ์สัมผัสภาษาอังกฤษไปได้โดยไม่รู้ตัว

อีกอย่างที่ผมใช้ฝึกการฟังตอนช่วงสอบ TOEFL คือการฟังบรรยายที่เป็นภาษาอังกฤษ เว็บที่ผมเข้าฟังบ่อยๆ (ในเวลานั้น) คือเว็บข่าวอย่าง VOA, CNN, BBC ฯลฯ เว็บข่าวอย่าง VOA เนี่ย เค้ามี podcast ที่เราสามารถโหลดเก็บไว้ในเครื่องฟังเพลงอย่างพวก Ipod หรือ โทรศัพท์ได้ด้วย ตอนนั้นผมฟังทุกวัน วันละหลายๆชั่วโมง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงานก็เปิดฟัง ขับรถก็เปิดฟัง อยู่บ้านก็เปิดแทนฟังเพลง เปิดไว้แทบทั้งวัน ฟังไปก็ฝึกตั้งคำถามให้ตัวเอง แล้วก็ตอบเอง อยู่อย่างนั้น

ช่วงที่มาอยู่อเมกาแล้ว ก็ได้เจอแหล่งฝึกภาษาอังกฤษอีกแหล่ง คือ TED

 

TED เป็นบริษัทที่จัดประชุม โดยเชิญคนที่มีความสามารถ, มีชื่อเสียง, ไม่มีชื่อเสียง(มาก) ด้านต่างๆ มาพูด แล้วอัดไว้ แล้วเผยแพร่บนเว็บไซท์ ทั้งในรูปแบบวิดีโอ และเสียง ให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปฟัง ไปดู ได้แบบฟรีๆ

ที่ผมชอบมากคือ เค้าจะไปจัดประชุมตามประเทศต่างๆ แล้วก็จะเชิญคนที่มีความสามารถในประเทศนั้นๆมาบรรยายในเรื่องที่พวกเขาถนัด ดังนั้น เราก็จะได้ฟังภาษาอังกฤษที่เป็นสำเนียงจากทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แต่เราจะได้ฝึกการฟังภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆเท่านั้น มันจะเป็นเครื่องยืนยันให้เรารู้ด้วยว่า เราไม่ต้องกลัวเลยกับสำเนียงการพูดแบบไทยๆ “ทิงกลิช” ของเรา แล้วถึงแม้แรกๆที่เราพูด สำเนียงอังกฤษแบบไทยๆของเรามันจะแข็งแรงมาก แต่เมื่อได้ฝึกไป ฝึกไป ถ้าเราพยายามจะเปลี่ยน สำเนียงมันก็จะค่อยๆเบาลง ถึงจะเทียบไม่ได้กับเจ้าของภาษา หรือคนที่ไปเรียนหนังสือ ไปโตเมืองนอก แต่มันก็จะทำให้เราสื่อสารได้ดีขึ้นแน่ๆ

ตอนที่มาอเมกาตอนแรกๆ เพื่อนที่ผมเจอส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่เล่นเทนนิสด้วยกัน เล่นบสกัน เป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งนั้น เค้าบอกว่าผมพูดเป็นทางการมาก แล้วก็พูดสุภาพมาก ก็เลยต้องบอกไปว่าจริงๆแล้ว ผมไม่ได้อยากจะพูดด้วยภาษาที่เป็นทางการมากขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้อยากจะสุภาพขนาดนั้น แต่จริงๆแล้วผมไม่รู้จะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ และเป็นกันเองยังไงต่างหาก เพื่อนได้ยินก็หัวเราะกันไป

ทั้งหมดนี้แหล่ะครับ เป็นวิธีการฝึกภาษาอังกฤษของผม (เท่าที่นึกออก) แหล่งเรียนรู้ หรือ แหล่งฝึกภาษาอังกฤษเนี่ย สำหรับแต่ละคนคงแตกต่างกันไปตามความถนัด ความชอบ อย่างผม ผมชอบอ่าน ผมก็ไปซื้อพ็อคเก็ตบุ้คมาอ่าน ผมชอบฟังอะไรหนักๆก็ไปหาบรรยายวิชาการมาฟัง หาสารคดีมาดู มีเพื่อนอินเดียเคยแนะนำให้ไปดู sitcom ซึ่งผมก็เห็นว่าดีเหมือนกัน เพราะจะได้เจอการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งในความเป็นจริง เราก็จะได้เจอไม่น้อยกว่าภาษาแบบทางการเลย จะชอบวิธีไหน ฝึกอะไรผมว่าก็ไม่เป็นไร จะเล่นเกมส์, ดูหนัง, ฟังเพลง, แชทกับฝรั่ง, ฯลฯ  ขอแค่อย่าเพิ่งไปยอมแพ้ตอนที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะตอนแรกๆมันน่ารำคาญทั้งนั้นแหล่ะครับ อ่านหนังสือก็ไปได้ช้า ไม่ทันใจ จะฟังก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่ผลของความอดทนและตั้งใจมันจะตอบกลับมาในวันหนึ่งแน่ๆครับ รับรอง

——————————————————————————-

วันนี้ผมเพิ่งเจอ channel ใหม่ที่เห็นว่าน่าสนใจชื่อ Fora.tv เป็น channel ที่เชิญคนมาพูดเรื่องต่างๆทั้ง business, environment, politics, technology, science, culture ลองดูนะครับ

 

 

Advertisements