เห็นศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การกู้เงินครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ
บอกเลยว่าไม่แปลกใจกับคำตัดสิน เพราะก็เห็นๆกันอยู่กับที่มาของ ตลก. และการตัดสินที่ผ่านๆมา

เห็น isaranews ลง factsheet เกี่ยวกับ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ของการสร้างรถไฟความเร็วสูง และฟันธงว่า “ไม่คุ้ม” ผมก็เลยพยายามเข้าไปตามหาที่มาในเว็บ TDRI แต่ก็หาไม่ได้ (ใครหาได้บอกด้วย) ก็สงสัยว่า แล้ว TDRI ศึกษาตอนไหน,เมื่อไหร่ ว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้ม

อีกอย่าง ถึงแม้มันจะ “ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” แต่เมื่อมันเป็นการพัฒนา “การบริการสาธารณะ” ผมไม่แน่ใจว่า การเอาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาเป็นตัวตั้ง และใช้มันเป็นเหตุผลของการคัดค้าน มันจะหนักแน่นพอที่จะทำให้ประชากรส่วนหนึ่งที่เสียโอกาสเข้าถึงการบริการนี้ จะเข้าใจและยอมรับมันได้หรือเปล่า

เพราะผมเห็นว่า public service มันเป็นเรื่องหนึ่งของการ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ที่รัฐจะต้องจัดหาให้ประชากรอย่างเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำนี้เองที่มีช่องว่างอย่างมโหฬารระหว่าง “กรุงเทพฯ” และ “ต่างจังหวัด” ตามความเข้าใจของผม

ผมเองเกิดกรุงเทพฯ โตกรุงเทพฯ เรียนและทำงานกรุงเทพฯ เห็นกรุงเทพฯมีโครงการพัฒนาการบริการสาธารณะ เข้ามาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันไม่เคยหยุด จากบ้านที่ใช้น้ำบาดาล เปลี่ยนมาเป็นน้ำประปา จากน้ำประปาเปลี่ยนมาเป็นน้ำประปาที่ดื่มได้เลย ถนนหน้าบ้านจากถนนลูกรังเปลี่ยนเป็นลาดยาง เปลี่ยนเป็นถนนสี่เลน ในเวลาไม่กี่ปี มีรถเมลล์ผ่านหน้าบ้านสองสามสาย ผ่านหน้าโรงเรียนเป็นสิบสาย ผ่านหน้ามหาลัยอีกหลายสิบ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆยังต้องใช้น้ำบาดาลกันต่อไป ยังต้องใช้ถนนลูกรังต่อไป ยังต้องนั่งรถสองแถวกันต่อไป จนผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือว่า “เมื่อไหร่กรุงเทพฯจะหยุดก่อสร้าง (เสียที)” จนถึงตอนนี้ก็เห็นว่า คงไม่มีวันนั้นง่ายๆ

พอตัดสินใจย้ายออกไปจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ “บ้านนอก” (คำที่ฟังดูทั้งโรแมนติกและน่าสงสารในที) สมัยนั้นกรุงเทพฯเพิ่งมีรถไฟฟ้าสองสายแรก ก็ยิ่งเห็นว่า การพัฒนามันกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯแทบทั้งนั้น ดูข่าวก็มีแต่ข่าวกรุงเทพฯ ดูแนะนำการท่องเที่ยวก็ให้เริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ ศูนย์รวมการพัฒนาแทบทุกด้านมันอยู่ที่นั่นทั้งนั้น ผมไปจากกรุงเทพฯเองยังสะอึก ว่าทำไมมันถึงเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้

บอกเลยว่าการคัดค้านการกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่สามารถให้เหตุผลให้ชัดๆว่าทำไมถึงไม่ควรสร้าง ไม่ควรกู้ การต่อต้านจากคนต่างจังหวัดก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก การสนับสนุนฝ่ายที่ต้องการให้สร้างก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก จะยิ่งทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนการสร้าง เอาไปใช้ “หาเสียง” ได้อีกหลายตลบ ว่าเราเสนอแล้ว แต่โดนยับยั้ง

สำหรับคนที่สามารถเข้าถึงการบริการต่างๆแบบไม่ยากลำบาก อย่างคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผมไม่แน่ใจว่าเขาและเธอจะเข้าใจความยากลำบากของ “คนบ้านนอก” ที่การบริการของรัฐยื่นมือไปไม่ถึงหรือเปล่า ผมหวังว่าจะเข้าใจ

ขนาดรถติดหลังพวงมาลัยชั่วโมงนึงยังบ่น คนที่ต้องนั่งรถสองแถวสองชั่วโมงเข้าตัวจังหวัดไปหาหมอก็ยิ่งมีสิทธิ์บ่นมากกว่า ขนาดไปเที่ยวต่างจังหวัดสองสามวันไม่มีรถใช้ยังอึดอัด ประชากรส่วนใหญ่ที่ต้องอยู่กับความขาดแคลนตลอดชีวิตยิ่งต้องอึดอัดมากขึ้นอีกหลายเท่า

ถ้าไม่ได้มาอเมริกา ผมเองก็คงไม่เก็ท ว่าทำไมการมีทางเท้าที่มีทางลาดที่เหมาะสมต่อการใช้รถเข็นนั้นสำคัญ เพราะในสังคมไม่ได้มีแต่คนขาดี แรงดี ที่เดินได้ หลบได้ เพราะคนในสังคมยังมี คนแก่, คนป่วย, คนพิการ, คนใช้รถเข็นเด็ก, คนตาบอด, ฯลฯ ที่เป็นคนจำนวนน้อยของสังคม ที่รัฐจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อสร้างการบริการขั้นพื้นฐาน แม้มันจะ “ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ก็ตาม

ที่เขียนมานี่ ไม่ได้สนับสนุนให้สร้าง สนับสนุนให้กู้ แบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ถ้าเหตุผลของการคัดค้านมันมีเท่าที่หาอ่านได้ตอนนี้ มันก็ฟังดูไม่น่าจะทำใจให้เชื่อได้เท่าไหร่

และขนาดผมที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียตรงๆกับโครงการนี้ ยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลการยับยั้ง กระไรกับประชากรส่วนหนึ่งที่เค้าเคยคาดหวัง ว่าจะมีรถไฟเจ๋งๆ ระบบขนส่งมวลชนเจ๋งๆ มาแทนรถสองแถวข้ามอำเภอ แทนรถเมล์สายเดียวเข้าตัวจังหวัด ผ่านจังหวัดเขาบ้างเนี่ย จะไม่เข้าใจขึ้นไปอีกกี่เท่า

Advertisements