อเมกามีมุมหลายมุมที่ “ถ้าไม่ได้เห็น ก็คงนึกไม่ถึง ถึงนึกถึง ก็คงไม่เข้าใจ”
อเมกามีพื้นที่กว้างใหญ่ ความหลากหลายมากจนนึกตามไม่ทัน ทั้งเชื้อชาติ สัญชาติ(ของคนที่เข้ามาอยู่) ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง ความแตกต่างการศึกษา ความแตกต่างทางฐานะ
แค่ความแตกต่างเจ็ดแปดอย่างที่พูดถึงนี่ มองให้ลึกลงไปจริงๆแล้วต้องอึ้งว่าอยู่ร่วมกันได้ยังไง

ไม่รู้เราวาดภาพอเมกาไว้แบบไหนกันบ้าง
แบบสวยๆเริ่ดๆไฟวิบวับอย่างแถว time square, fifth avenue นั่นก็มี
แต่มันไม่ได้มีแบบนั้นอย่างเดียว
อเมกามีย่านบางย่าน ที่ไม่ควรเข้าไป หรือบางที่ ไม่ควรผ่านเข้าไปด้วยซ้ำ
อเมกามีย่านสลัมที่เรียกกันว่า ghetto เหมือนเมืองไทย มีขอทาน มีคนขายยาเสพติด เหมือนเมืองไทย
มาอยู่ Houston ถึงได้เจอของจริง มันผสมกันอยู่

เคยไปเมืองขนาดกลางแถวฝั่งนิวยอร์ค เพนซิลวาเนีย บอสตัน ก็ได้เห็น
หลายเมืองมองเห็นอดีตที่น่าจะเคยฟู่ฟ่า รุ่งเรือง
แต่ตอนนี้เหลือแต่ตึก ร้างๆ ต้นไม้ขึ้นรก เค้าใช้คำว่า run down city หรือไม่ก็ miserable city เพื่ออธิบายสภาพเมืองแบบนี้

เท่าที่เห็น อเมกาโชคดีที่มีพื้นที่เยอะ แต่โชคร้ายก็ตรงที่พื้นที่ที่มีมันเอาไปทำอะไรไม่ค่อยได้ก็เยอะ
เพราะอากาศมันหนาว ฤดูหนาวทางตอนเหนือที่ยาวๆร่วมครึ่งปี แบบที่มีทั้งหิมะ และอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์ มันทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องปล่อยที่ดินเปล่าๆทิ้งไว้อย่างนั้น

ผมพยายามจะทำความเข้าใจกับความเป็น “อเมริกัน” ให้มาก แต่ก็อย่างที่บอก ว่ามิติมันเยอะ ไม่ง่ายเลยที่จะเก็ทได้จริงๆ

อ่่าน ฟัง เรื่องเกี่ยวกับอเมกัน แล้วสนุก เพราะมีให้ค้น ให้อ่านเยอะ มีหลายมุมมอง มีการบันทึกไว้มากจากหลายแหล่ง และด้วยความที่เป็นภาษาอังกฤษที่มีคนใช้อยู่มาก เรื่องราวก็เลยถูกบันทึกมากตามไปด้วย

อดไม่ได้ที่จะต้องกลับมาพูดถึงเมืองไทย

เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย ข้อจำกัดเรื่องภาษาก็ทำให้มีจำนวนคนบันทึกเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยน้อยอยู่แล้ว งานวิจัย บทความ ก็มีน้อย พอบวกกับข้อจำกัดหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเมือง สถาบันกษัตริย์ ที่ไม่สามารถพูดถึงได้ ก็เลยทำให้มีการบันทึก การพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยน้อยตามไปด้วย เรื่องบางเรื่องเคยเกิดขึ้นก็ไม่มีใครบันทึกไว้ ถึงมีก็ห้ามนำมาเผยแพร่ พอพูดกันอย่างเปิดเผยไม่ได้ก็เลยต้องพูดอย่างอ้อมๆแอ้มๆ เนื้อหาก็เลยผิดเพี้ยนไป

ยิ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องที่แชร์ต่อๆกันในเฟสบุ้ค ทวิตเตอร์ ก็แชร์กันแบบไม่ได้สืบถึงความถูกต้อง คนเขียนก็เขียนด้วยความรู้สึก เป็นความคิดเห็นมากกว่าจะเป็นข้อมูล คนแชร์ก็แชร์กันเพราะอีโม (emotion) แชร์เพราะมันฟิน ข้อมูลที่มันเพี้ยนไปจากความจริง ก็เลยถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ น่าเสียดาย

เขียนมาซะยาว แค่อยากจะบอกว่า บทสัมภาษณ์นี้ดี อยากให้ลองอ่านดู แค่นั้นแหล่ะ

เป็นบทสัมภาษณ์ช่างภาพ จะเรียกว่า ช่างภาพสารคดี หรือ ช่างภาพข่าว ดี อันนี้แล้วแต่ละกัน

ผมชอบภาพแบบนี้ ดูแล้วมีชีวิต สะเทือนใจดี มีเรื่องราวในภาพ หลังภาพ ดูแล้วได้คิดต่อ อ่านต่อ

รูปน้องผู้หญิงพริ้ตตี้งานมอเตอร์โชว์ รูปพรีเวดดิ้งแสงวิ้งๆ ไม่ใช่ไม่สวย อันนั้นก็สวยดี แค่ผมชอบขาวดำ หม่นๆ แบบนี้มากกว่าแค่นั้นเอง

http://blog.ted.com/2013/12/06/q-and-a-with-photographer-jon-lowenstein/

 

Advertisements