เมื่อเช้าแวะไปร้านหนังสือ เพราะตั้งใจจะไปซื้อแม็กกาซีนเล่มหนึ่งที่เพื่อนเก่าบอกมาว่า ลองอ่านหน่อยซิ อยากรู้ว่าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องในนั้น แต่สงสัยจะไปเช้าเกิน เล่มใหม่ที่ว่าจะวางแผงวันนี้ ยังไม่เห็น ยังเป็นปกอาทิตย์ที่แล้วอยู่ ไม่เป็นไร เลยเดินส่องหนังสืออื่นไปเรื่อย

ร้านหนังสือที่ไป เป็นร้านหนังสือแบรนด์ใหญ่ของที่นี่ มีแฟรนไชส์อยู่ทุกเมืองใหญ่ มีหนังสือทุกแบบ ทุกสาขา (คิดว่านะ) เดินดูไปแบบอ่านแค่หน้าปก พลิกดูด้านในบ้างนิดหน่อย หยิบมือถือมาดูเวลาอีกที เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าเรียบร้อยแล้ว

ระหว่างหยิบหนังสือพลิกดูโน่นนี่ เจอเล่มหนึ่งชื่อ The Best American Essays เปิดพลิกๆดูก็เจองานเขียนที่อ่านแล้วเห็นสไตล์การเขียนใหม่ๆเยอะแยะ มีมุมมองที่หลากหลายไปจากการอ่านหนังสือของคนเขียนคนเดียว บรรณาธิการของเล่มนี้เป็นหมอโรคมะเร็ง ที่เขียนหนังสือ จนได้รางวัลพูลิตเซอร์

เล่มนี้ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าเล่มอื่นนัก แต่ก็ต้องบันทึกไว้ ว่าถ้าอ่านเล่มที่กำลังอ่านค้างอยู่ปัจจุบัน คงจะกลับไปซื้อมาอ่าน

ตอนวางหนังสือเล่มนี้กลับลงไปที่ชั้น ตาก็กวาดไปที่หนังสือเล่มอื่นๆ ขณะนั้นก็รู้สึกดีใจ ที่ตัวเองสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอีกภาษา ถึงแม้จะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงระดับเจ้าของภาษา แต่เท่าที่พอจะอ่านอะไรออก เท่านี้ก็ดีใจมากแล้ว นึกขอบคุณบริบททั้งหลายแหล่ ที่ช่วยผลักให้เรียนรู้สิ่งนี้ขึ้นมาได้

ผมเป็นคนเพื่อนน้อยมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนมัธยมโชคดีที่ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการมีห้องสมุดดีๆ มีศิษย์เก่าที่ช่วยสร้างห้องสมุดดีๆให้นักเรียนรุ่นน้อง

ส่วนใหญ่ของการใช้เวลาพักกลางวัน ถ้าไม่ไปเตะบอล ผมก็มักไปห้องสมุด บ้างก็ไปหลังจากเตะบอล เพราะห้องสมุดมีแอร์ ไปตากแอร์เย็นๆก่อนเข้าเรียนตอนบ่าย ระหว่างนั้นก็ได้เจอหนังสือดีๆเยอะแยะ

ตอนม.ปลายผมเจอหนังสือดีๆอย่าง “ดอกไม้ในสวน” ที่เขียนโดย อาจารย์ ระวี ภาวิไล , “ปรัชญาชีวิต” ของคาริล ยิบราน ที่แปลเป็นภาษาไทย โดย อาจารย์ ระวี ภาวิไล และอีกหลายเล่ม

เวลากลับบ้าน ผมมักเลือกไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่กลับบ้าน ถ้าวันไหนที่ไม่มีเพื่อนกลับด้วยกัน ผมก็มักเดินเข้า “ห้างคาเธ่ย์วงเวียนใหญ่” เดินขึ้นชั้นบนไปที่ร้านหนังสือดวงกมล แล้วก็เปิดอ่านหนังสือโน่นนี่ไปเรื่อย ถ้ามีเงินพอก็อาจได้หนังสือพ็อกเก็ตบุ้คติดมือกลับบ้าน แต่ส่วนใหญ่มักไม่มี ก็เลยได้แต่เดินเหนียมๆออกจากร้านไปขึ้นรถไฟ เพราะเกรงใจที่ไปยืนอ่านอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง

หนังสือที่ผมมักมีติดมือ ติดกระเป๋านักเรียน แล้วหยิบขึ้นมาอ่านตอนขึ้นรถไฟกลับบ้าน ไม่ใช่หนังสือเรียน (แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าอ่านหนังสือเรียน ผมก็คงเรียนเก่งกว่านี้แน่ๆ) แต่มักเป็นพ็อกเก็ตบุ้คที่ว่า มีทั้งของ พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล, ชาติ กอบจิตติ, ประภัสสร เสวิกุล, และนักเขียนในช่วงเวลานั้นอีกเยอะแยะ ที่อ่านจนนั่งเลยสถานีนี่ บ่อยจนไม่อยากนับเลย

ตอนเรียนป.ตรี ผมเรียนในสิ่งที่ผมไม่ได้ชอบตั้งแต่แรก เวลาหมดชั่วโมงเรียนก็เลยมักจะไปหอสมุด หาหนังสือศิลปะ, สารคดี อ่าน

หอสมุดที่มหาวิทยาลัย เป็นที่ที่เปิดโลกการอ่านของผมให้กว้างขึ้นไปอีก เพราะผมได้เจอหนังสือภาษาอังกฤษเยอะแยะในหอสมุด มากขนาดเป็นหนังสือภาษาอังกฤษทั้งชั้น อ่านยังไงก็อ่านไม่หมด แต่ด้วยเพราะตอนมัธยมไม่ได้ตั้งใจเรียน ตอนนั้นก็เลยอ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องหลาย เสียมาก

ตอนเรียนป.โท ช่วงเริ่มทำวิทยานิพนธ์ จำไม่ได้ว่าท่าไหน ทำไมถึงไปเริ่มอ่าน journal ภาษาอังกฤษได้ แต่ไปไปมามา ในแหล่งข้อมูลที่ตัวเองค้นๆเก็บไว้ ก็มีแต่อ้างอิงที่เป็นภาษาอังกฤษเต็มไปหมด จำได้ว่าตอนนั้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก ยิ่งเจอเรื่องใหม่ๆ ยิ่งเจองานวิจัยใหม่ๆ ยิ่งเจอนักเขียนใหม่ๆ ยิ่งเจอ professor ที่ทำงานด้านที่ตัวเองกำลังทำวิจัย อ่านแล้วเหมือนเข้าไปอยู่อีกโลกนึง

จำได้ว่า มีครั้งหนึ่ง ค้นเจอว่า มีหนังสือของ professor คนหนึ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังทำวิจัย แต่ที่หอสมุดในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่มี มีแต่ที่จุฬาฯ กับ ม.เกษตร ด้วยความที่อยากอ่านมากก็เลยซื้อตั๋วนั่งรถทัวร์ไปกรุงเทพฯเพื่อไปขอถ่ายเอกสารหนังสือจากห้องสมุดในจุฬา กับ เกษตร กันเลย

ตอนย้ายไปทำงานที่ลำพูน ด้วยบุคลิกของตัวเองที่คุยอะไรกับคนอื่นก็ไม่เก่ง เข้ากับชาวบ้านก็ไม่เก่ง ก็เลยใช้เวลาอยู่กับหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ตอนนั้นก็เลยได้ตะเลิดเปิดเปิงไปกับการอ่านแบบที่เรียกว่ากู่ไม่กลับ เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน

ตอนนั้นมีหนังสือติดมือตลอดเวลา ไปไหนก็อ่าน ไปกินข้าวเช้า ข้าวกลางวันที่โรงอาหารก็อ่าน ตอนเย็นไปกินข้าวร้านตามสั่งหน้าโรงเรียนก็อ่าน ยิ่งอำเภอที่ไปอยู่เป็นอำเภอเล็กๆ ชนิดที่สองทุ่มถนนก็โล่งสนิท ก็เลยยิ่งอ่านได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่มีอะไรมาดึงความสนใจ ดึงเวลา เข้าเชียงใหม่ทีไร ถ้าไม่ไปยืมหนังสือจากหอสมุดมหาลัยเชียงใหม่มาเก็บไว้อ่าน ก็ต้องเข้าไปร้านหนังสือแล้วก็ขนหนังสือติดมือกลับไปอ่านทุกที

จำได้ว่าตอนที่จะย้ายโรงเรียน ขนหนังสือไปให้ห้องสมุดได้หลายกระเป๋าเลย

พอย้ายมาอยู่อเมกา หนังสือไทยหาอ่านไม่ได้แล้ว ก็เลยได้อ่านหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษเยอะไปโดยปริยาย

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อยากกลับไปบอกลูกศิษย์ ว่าตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษนะ มันไม่ใช่แค่เป็นภาษา แต่มันเป็นกุญแจที่จะเปิดประตูบานสำคัญ ให้ออกไปเห็นโลกที่กว้างขึ้น

เพราะมันไม่ใช่แค่เราจะสามารถอ่านหนังสือ, บทความ, งานวิจัย, ฯลฯ ที่ยังไม่เคยแปลเป็นภาษาไทยได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่มันทำให้เราสามารถเดินข้ามไปสู่การฟังข่าว, บทวิเคราะห์, speech, สารคดี, ละคร, หนัง, เพลง, รายการตลก (ที่ผมเองก็ยังไม่ค่อยเก็ทเท่าไหร่) อีกมาก แล้วมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

โลกของการอ่านสำหรับผมเนี่ย เป็นโลกคู่ขนานกับโลกจริงๆที่ผมดำรงชีวิตอยู่เลย เวลาที่นั่งลง แล้วเปิดหนังสือไปหน้าที่อ่านค้างไว้เนี่ย มันเหมือนสวิทช์ของการสลับโลกถูกสับ แล้วผมก็กระโดดเข้าไปในโลกคู่ขนานนั้นทันที

แล้วคุณๆล่ะครับ อ่านหนังสือแล้วรู้สึกยังไงกันมั่ง

Advertisements