ผมฟังเรื่องนี้จาก TED เมื่อเช้า รู้สึกอยากให้เราได้ฟังกันจริงๆ อยากเห็นจริงๆครับที่กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ หรือเมืองใหญ่ในเมืองไทย จะเริ่มเปลี่ยนการออกแบบเมืองกัน เรื่องแบบนี้ทำเร็วก็เห็นผลเร็วครับ ทำก่อนก็ได้ประโยชน์ก่อน

เวลาเห็นเพื่อนๆที่ขับรถในกรุงเทพฯบ่น ว่ารถติดเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ขยับ, หรือต้องเดินทางจากบ้านไปทำงานโดยใช้เวลาสองสามชั่วโมง ผมคิดว่ามันไม่ถูกที่จะต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น เราไม่ควรจะยอมอยู่ในสภาพแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ถ้าเราไม่เปลี่ยนเมืองของเราตอนนี้ เราจะไปเปลี่ยนเมืองของเราตอนไหน

แนวคิดส่วนตัวของผมเลย ผมไม่ได้ต้องการทำให้รถสามารถวิ่งไปได้เร็วขึ้น เพราะการเดินทางในเมืองขนาดใหญ่ ผมคิดว่าการใช้รถยนต์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องอีกต่อไปแล้ว สำหรับผม การใช้ระบบขนส่งมวลชน, การใช้จักรยาน, การเดินเท้า คือการทำให้เมืองใหญ่ น่าอยู่มากขึ้น

ตามลิงค์นี้เลยครับ

ผู้พูดเป็นผู้รับผิดชอบโครงการใน New York City Department of Transportation ตั้งแต่ปี 2007 โดยแทนที่เธอจะไปแตะต้องงบประมาณ 2 พันล้านเหรียญ เธอกลับเลือกใช้การออกแบบมาช่วยในการพัฒนาเมืองแทน

Janette Sadik-Khan

ลองมาฟังกันดูนะครับ

—————————————————————————–

การทำงานเรื่องการขนส่ง ไม่ได้จำกัดแค่การทำงานกับ ป้ายจราจรต่างๆ แต่มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบเมือง และการออกแบบถนนในเมือง

ถนนเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับเมืองเมืองหนึ่ง และแทรกตัวไปกับทุกอย่างในเมืองโดยที่เราไม่ได้สังเกต

จากประสบการณ์ของเมืองนิวยอร์คซิตี้ในช่วงหกปีที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าเราสามารถปรับปรุงเมืองได้อย่างรวดเร็ว ได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก ทำให้เกิดผลดีได้อย่างทันที และทำให้เป็นที่นิยมของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เราต้องทำคือ มองมันด้วยมุมมองที่ต่างจากเดิม

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราอยู่ในยุคที่เรียกว่า urban age (ยุคที่คนย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง – ผู้แปล) คนส่วนใหญ่ในโลกอาศัยอยู่ในเมือง และสหประชาชาติได้ประมาณไว้ว่า ในสี่สิบปีข้างหน้า จำนวนประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่าของปัจจุบัน

ดังนั้น การออกแบบเมืองจึงเป็นกุญแจสำคัญของอนาคตของเราทุกคน

นายกเทศมนตรี Bloomberg ( Micheal Bloomberg นายกเทศมนตรีของนิวยอร์คซิตี้) ย้ำว่า ตัวเมืองนั้นอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจ และการที่จะทำให้เมืองสามารถดึงดูดผู้คนได้นั้น เราต้องใส่ใจกับคุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพของระบบสาธารณูปโภคที่เรามี

สำหรับเมืองหลายแห่ง ภาพของถนนในเมืองนั้นเหมือนกับอยู่ในสภาพหยุดนิ่งมาหลายปี

สังเกตในภาพเป็น Time Square เมื่อยุค 60 (นาทีที่ 1.43) และหลังจากเทคโนโลยีเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน หลายอย่างเปลี่ยน นี่คือภาพของ Time Square เมื่อปี 2008 (นาทีที่ 1.55) ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นเราก็เลยให้ความสนใจอย่างมากกับเป้าหมายหลักของเรา โดยเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนที่ เคลื่อนตัวของสิ่งต่างๆ ทำให้มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับรถเมล์ พื้นที่มากขึ้นสำหรับจักรยาน และพื้นที่มากขึ้นสำหรับคนเดินถนนจะได้มีเวลาชื่นชมเมือง

และทำให้เมืองเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อทุกคนจะสามารถใช้มันได้ร่วมกัน

เราได้กำหนดเป้าหมายปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายและ benchmark ไว้เป็นหลัก

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงเมืองขนาดใหญ่ นั่นก็เพื่อทำให้เรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งใด และเพราะเหตุใด

การออกแบบถนนเป็นตัวบอกให้เรารู้ได้ว่า เราคาดหวังอะไรจากตัวถนนนั้น

จากรูปนี้ (นาทีที่ 2.49) แสดงให้เห็นว่า “คุณควรจะอยู่ในที่ปลอดภัย” แสดงให้เห็นว่าเป็นการออกแบบ ที่เคยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้รถวิ่งได้เร็วมากที่สุด ทำให้รถวิ่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดได้อย่างเร็วที่สุด โดยไม่ได้สนใจการใช้พื้นที่จากด้านอื่น

ตอนที่เราเริ่มต้นโครงการ เราทำการสำรวจ และพบว่าผู้คนบอกว่า “นิวยอร์คซิตี้เป็นเมืองที่ไม่มีที่นั่ง” (ดูรูปนาทีที่ 3.02) เราจะเห็นอย่างในรูปที่คนนั่งพักอยู่บนแท่นดับเพลิง เป็นภาพที่ไม่น่าประทับใจกับเมืองระดับโลก ไม่เหมาะสำหรับพ่อแม่กับลูก ไม่เหมาะสำหรับคนแก่ ไม่เหมาะสำหรับคนขายของ และก็คงไม่เหมาะสำหรับตัวแท่นดับเพลิงนั่นด้วย และไม่เหมาะแน่ๆสำหรับตำรวจ

ดังนั้นเราจึงพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยน ให้มีความสมดุลย์ และตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการเปลี่ยนที่ Time Square

มีคน 350,000 ต่อวัน ที่เดินผ่าน Time Square เราเคยทำมาแทบทุกอย่างแล้ว ทั้งเปลี่ยนสัญญาณจราจร, เปลี่ยนช่องทางการเดินรถ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น มันดูอันตราย สับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง ทั้งหมดนั้นใช้ไม่ได้ เราเลยใช้วิธีการใหม่ โดยการมองถนนด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม

เราได้เริ่มโครงการนำร่องเป็นเวลา 6 เดือน เราปิดถนน Broadway ตั้งแต่ ถนน 42 ถึงถนน 47 และทำให้เกิดพื้นที่สำหรับคนเดินถนนแห่งใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ 2.5 เอเคอร์ ( เกือบสองสนามฟุตบอล – ผู้แปล) และนี่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้น่าจะได้ผล ถ้ามันเกิดผลดีต่อการเคลื่อนที่ของรถยนต์ การค้าขายของร้านค้า การเดินถนนของคน เราก็จะเก็บพื้นที่แบบนี้ไว้

นี่เป็นส่วนสำคัญอย่างมากของการดำเนินโครงการ เพราะถ้าการทำโครงการนำร่องไม่ได้ผล เราก็สามารถกลับไปเป็นเหมือนที่มันเคยเป็น คนที่เกี่ยวข้องก็ไม่ต่อต้านเพราะรู้ว่าถ้าไม่ดีก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

แต่ผลของมันออกมาดีเกินกว่าที่คาด

การจราจรดีขึ้น พื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น มีร้านขนาดใหญ่เปิดขึ้นใหม่อีกห้าร้าน ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก และขณะนี้ Time Square ก็เป็นหนึ่งในสิบของทำเลทองของการค้าขายแห่งหนึ่งในโลก

ทุกโครงการมีเรื่องประหลาดใจอยู่เสมอ โครงการนี้ก็เช่นกัน

เมื่อโครงการนี้เริ่มต้น ผู้คนทะลักเข้าสู่ Time Square อย่างรวดเร็ว เหมือนดาวหางพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทางเมื่อเราเริ่มวางกรวยกั้นรถ ไม่รู้มาจากไหนกัน แล้วในทันที ฟรึ่บ! คนก็เต็มไปหมด

และนั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเรามาก เพราะที่นั่งที่จะเอามาวางบนถนนยังมาไม่ถึง เราก็เลยไปที่ร้านขายของ แล้วก็ซื้อเก้าอี้สนามมาเป็นร้อยๆตัวเอามาวางแทน (นาทีที่ 5.39) และเจ้าเก้าอี้สนามพวกนั้นก็กลายเป็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ ไปในทันที

แนะนำเลยว่า ถ้าอยากให้คนพูดถึงโปรเจค ลองเอาเก้าอี้สนามไปใช้ดูได้

อีกส่วนที่ทำคือการทำงานร่วมกันกับผู้ค้าขายในพื้นที่ อย่างการดูแลเก้าอี้ , ต้นไม้ เพราะเจ้าของกิจการเข้าใจ ว่าถ้ามีคนเดินมาก ก็จะยิ่งดีต่อกิจการมาก

เราทำแบบนี้กับทุกย่านในเมือง สังเกตุจากในรูป (นาทีที่ 7.04) ถนนช่วงสั้นๆนั้นไม่ได้มีผลมากต่อการเคลื่อนที่ของรถ เราก็เลยทาสีพื้นที่ตรงนั้น แล้วก็ทำให้เป็นพื้นที่สำหรับคนเดินถนน ได้เข้ามาทำกิจกรรม ทำให้มีพื้นที่เชื่อมต่อสำหรับคนเดินมากขึ้น

หลังจากเราเริ่มโครงการไปหกเดือน ร้านขายของตอบว่า สามารถขายของได้เพิ่มมากขึ้น 162% คิดเป็นสองเท่าของพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ในย่านเดียวกัน

เราทาสีถนนในพื้นที่ที่เราทำโครงการ และใช้วัสดุชั่วคราว เพื่อทำโครงการ การทาสีทำให้ผู้คนรู้สึกสนุกไปกับการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้นเรายังเอาเรื่องการทาสี มาใช้กับการเปิดช่องทางจักรยานด้วย และขณะนี้เราสามารถพูดได้ว่า การขี่จักรยานกลายมาเป็นการเดินทางทางเลือกที่ผู้คนนิยมมากในนิวยอร์คซิตี้

นิวยอร์คซิตี้เคยเป็นที่ที่น่ากลัวสำหรับคนขี่จักรยาน ตอนนี้นิวยอร์คซิตี้กลายเป็นเมืองหลวงแห่งหนึ่งสำหรับจักรยานในอเมริกาไปแล้ว

นอกจากนั้น เราได้สร้างทางจักรยานที่แยกจากรถยนต์ เป็นครั้งแรกในอเมริกา เราทำให้คนขี่จักรยานปลอดภัยจากรถที่จอดข้างถนน และทำให้ร้านขายของขายของได้มากขึ้นเกือบ 50%

จากกราฟ (นาทีที่ 10.18) จะเห็นว่าคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้น ทางจักรยานเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขคนที่ได้รับบาดเจ็บไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม

และเมื่อ summer นี้เราก็ได้เริ่มต้นโครงการจักรยานเช่าที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา City Bike เป็นครั้งแรก มีจักรยานทั้งหมด 6,000 คัน มีสถานีจอดทั้งหมด 330 สถานี ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงตอนนี้ มีจำนวนการใช้ทั้งหมด 3 ล้าน ครั้ง (ปัจจุบัน ตุลาคม – ผู้แปล) มีคนปั่นไปแล้ว 7 ล้านไมล์ คิดเป็น 280 เท่าของความยาวรอบโลก

ในอดีต คนขี่จักรยานในนิวยอร์คซิตี้ต้องเป็นคนอย่างในรูปทางซ้าย (นาทีที่ 12.00) เป็นคนส่งเอกสาร อะไรแบบนั้น แต่ปัจจุบัน มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิง เพราะเป็นการเดินทางที่ประหยัด ง่าย ปลอดภัย

เรายังนำเรื่องนี้ไปทำกับรถเมลล์ด้วย แต่ก่อนนี้ ความเร็วเฉลี่ยของรถเมล์ในนิวยอร์คซิตี้นั้นช้าที่สุดในโลก ทำเปลี่ยนโดยการสร้างบัสเลน รถอื่นไม่เข้ามาวิ่งเพราะจะโดนถ่ายรูป และนั่นก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

วันที่รู้สึกมีความสุขที่สุดคือ วันที่ได้ขี่จักรยานไปในเลนจักรยานที่แยกไว้ต่างหาก มองเห็นคนเดินถนนข้างทางบนทางเท้าที่ปลอดภัย รถวิ่งไปเรื่อยๆ นกร้อง รถเมล์ก็วิ่งในเลนของตัวเอง มันเยี่ยมจริงๆ

จากทั้งหมดที่เราทำ เราเห็นแล้วว่า มันมีทางที่เป็นไปได้ในการเปลี่ยนเมือง ด้วยวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ทำได้รวดเร็ว เห็นผลชัด และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แค่เราจินตนาการถนนของเราใหม่ มันอยู่ตรงนั้นแหล่ะ ที่เราเคยมองข้ามไปมาตลอดเวลา

—————————————————————————————

 

Advertisements