ผมเห็นโพสท์ในเฟสบุ้คของสาวๆหลายข้อความ ที่เปรยๆว่าทำไมยังโสด มีทั้งที่บ่นเล่นๆ บ่นทีเล่นทีจริงและบ่นจริงๆจังๆ รวมทั้งที่ออกแนวตัดพ้อก็มี

มีทั้งที่เป็นเพื่อนๆอายุสามสิบกว่า รุ่นน้องๆสามสิบต้นๆ รุ่นลูกศิษย์ที่มีตั้งแต่ ยี่สิบปลายๆลงไปกระทั่งวัยเพิ่งพ้นวัยทีนก็เห็นบ่นกัน

หลายคนเห็นบ่นบ่อย บางคนก็นานๆที เข้าใจว่าหลายคนก็สบายใจดีที่อยู่คนเดียว แต่บางคนก็คงอยากจะมีใครมาเป็นแฟนด้วยจริงๆ แต่มันไม่มี

ยิ่งวันก่อนมีข่าวว่านักวิชาการคนนึงเสนอให้เก็บภาษีคนโสด ก็ยิ่งเห็นคนโสดออกมาโพสท์กันในเฟสบุ้คกันให้รึ่ม ได้ยินน้องกระเทยคนนึงพูดว่า “นี่ อีกหน่อยก็คงจะมาเก็บภาษีกระเทยสินะ ดวกส์”

ผมเห็นเพื่อนสาวๆ ที่ยังเป็นโสดบางคน นิสัยก็ดี พูดก็เพราะ งานการก็มีทำ รถมีขับ บ้านมีอยู่ หน้าตาก็สวยงามดี แต่ก็ยังเป็นโสด เท่าที่ผมมอง ความเห็นส่วนตัวของผมเลย ผมคิดว่าสาวๆที่ยังโสด ที่ผมเห็นนั้น มีแคแรคเตอร์ (character) ร่วมกันอย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นโสดคือ การไม่ยอมไปไหนคนเดียวไกลๆ

หลายคนอาจเถียงผมอยู่ในใจ ว่าชั้นไปนะ ไปทะเล ไปเชียงใหม่ ไปฮ่องกง ไปยุโรป ไปอินเดีย เนปาล โน่นนี่นั่น ไปมาหมดแล้ว แต่ผมยืนยันได้ว่า ถึงไปมาแล้วทั่วโลก แต่ก็ไม่เหมือนกันกับการไปไหนคนเดียวแน่ๆ

โลกนี้เนี่ย ผู้หญิงกับผู้ชายก็มักจะมีแรงดึงดูดเข้าหากันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องเกี่ยวกับความรู้สึกในทางชู้สาวหรอกนะครับ จะให้ไปหาทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน ผมก็ไม่รู้จะไปหาจากไหนเหมือนกัน บอกได้แต่ว่า สรุปเอาเองจากที่ตัวเองเห็นแค่นั้นเอง

ตัวอย่างที่ผมพอจะเห็น ก็อย่างเช่น คุณตำรวจเวลาเจอคนขับรถที่เป็นผู้หญิง ก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะผ่อนปรนความเคร่งครัดลง หรือแม่ค้าขายข้าวแกงเวลาเจอนักศึกษาหนุ่มก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะตักข้าวให้เยอะกว่าปกติ (เคยได้ยินสาวๆบ่นว่า ที่จริงชั้นก็ไม่ได้อยากกินข้าวน้อยกว่าหนุ่มๆพวกนั้นซะหน่อย) หรือเจ้านายผู้ชายก็น่าจะใจดีกับลูกน้องผู้หญิง หรือเจ้านายผู้หญิงก็น่าจะใจดีกับลูกน้องผู้ชายมากกว่าหน่อย อะไรแบบนั้น

ดังนั้นถ้าสาวๆได้มีโอกาสไปใช้เวลาอยู่คนเดียวในที่อื่นๆบ้าง ผมคิดว่า นั่นก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีหนุ่มๆเดินเข้ามาทำความรู้จักบ้าง เพราะหนุ่มๆเค้าก็ไม่ได้เป็นคนใจกล้าหน้าทนมาจากไหน เห็นสาวๆมากันเป็นโขยง ใครจะกล้าเดินเข้าไปคุยด้วย ที่กล้าแบบนั้นก็คงมี แต่ถ้ากล้าได้ขนาดนั้น คุณก็คงไม่ใช่คนแรกที่เค้าลุยเข้าไปหาหรอก ผมว่านะ

ทีนี้การไปเที่ยวคนเดียวเนี่ย มันก็ไม่ใช่ การจัดกระเป๋าเดินทาง จองโรงแรมไปจากบ้าน ขับรถไปคนเดียว พอถึงโรงแรมก็เช็คอิน แล้วก็นอนอยู่ในห้อง สั่งอาหารมากินในห้อง ครบสองคืนก็ขับรถกลับบ้าน แบบนั้นมันก็ไม่เห็นช่อง ที่จะให้หนุ่มๆที่ไหนได้มีโอกาสเข้าไปทำความรู้จักเลย

หรืออีกแบบไม่จองโรงแรม แต่โทรหาเพื่อนที่อยู่แถวนั้น ซึ่งแน่นอนก็เป็นเพื่อนสาว แล้วก็นัดแนะกันว่าจะไปนอนบ้านเพื่อน เสร็จแล้วก็เรียกแท็กซี่ไปขึ้นเครื่องบินไปหาเพื่อน ถึงสนามบินเพื่อนก็มารอรับที่หน้า gate เสร็จแล้วก็อยู่กับเพื่อนตลอดสามสี่วันที่ได้ vacation วันสุดท้ายเพื่อนก็ขับมาส่งที่สนามบิน แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับบ้าน สุดท้ายตลอดสามสี่วันก็ได้เจออยู่คนเดียวคือเพื่อนสาว

หรืออีกแบบ อันนี้เห็นบ่อยๆ คือโทรนัดเดอะแก็งค์สาวๆสมัยมหาลัย สมัยมัธยม อีกสามสี่คน แล้วก็ยกกันไปทั้งกลุ่ม หรือชวนพี่สาว น้องสาว พี่ชาย น้องชาย หรือหนักๆเลยก็ไปกับพ่อกับแม่ ไปกันแบบนี้ ผมว่าก็หมดหวังตั้งแต่เริ่มต้นแล้วล่ะครับ

ที่เล่ามาเนี่ย ผมไม่ได้ว่า ว่าเดินทางแบบนี้ไม่ดีนะครับ แน่นอนว่ามันสนุกไปอีกแบบ ไปนอนอ่านหนังสือคนเดียวที่โรงแรมริมทะเล , ไปเมาท์แตกกับเพื่อนสามสี่วัน มันสนุกอยู่แล้ว เพียงแต่ไปแบบนี้ มันไม่มีโอกาสจะได้เจอคนใหม่ๆ เลย น่ะสิครับ

ผมรู้สึกว่า เหตุผลที่สาวๆไม่ยอมออกเดินทางไปไหนคนเดียวก็คือเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ใครเข้ามาทำอะไรชั้นจะทำยังไง แท็กซี่พาเข้าโรงแรมจะทำยังไง กลัวไปหมด เวลาไปไหนก็เลยต้องมีคนไปด้วยเสมอ หรือไม่ก็ต้องไปแล้วก็ไปเจอใครที่รู้จักอยู่แล้วที่ปลายทาง อะไรแบบนั้น

แน่นอนครับ ถ้ายังไม่เคยทำเนี่ย ความกลัวมันเยอะอยู่แล้ว เพราะมันนึกภาพไม่ออกเลยว่าในความเป็นจริงมันจะต้องเจออะไรบ้าง มันก็เหมือนเรื่องอื่นๆในชีวิตนั่นแหล่ะครับ ต้องค่อยๆเริ่ม ค่อยๆเป็นค่อยๆไป จนเริ่มชำนาญ ผมรู้สึกว่าการเดินทางไปไหนคนเดียวเนี่่ย มันต้องใช้ทักษะพอสมควร ทักษะก็แปลว่าความชำนาญ ความชำนาญจะเกิดได้ก็เมื่อเราทำมันบ่อยๆ

คนที่ยังไม่เคยไปไหนคนเดียวเลย ผมว่าการได้ลองไปไหนมาไหนคนเดียวใกล้ๆก่อน มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย หรือน่ากลัวตรงไหน เอาง่ายๆเลยอย่างการไปดูหนังคนเดียว ไปร้านหนังสือคนเดียว ไปกินกาแฟคนเดียว ใครจะรู้วันหนึ่งอาจจะมีหนุ่มใจกล้า เดินเข้ามาถามว่าหนังสือที่อ่านอยู่ชื่ออะไร เก้าอี้ตรงนี้ว่างมั้ย อะไรแบบนี้ก็ได้ ถ้ามีจังหวะแบบนั้นจริงๆ ผมก็ไม่เห็นว่าการพูดกับคนแปลกหน้าสองสามคำ จะเป็นเรื่องเสียหายอะไร

พอไปไหนใกล้ๆคนเดียวจนเริ่มเก่งแล้ว รู้แล้วว่าถ้ามีหนุ่มๆเดินเข้ามาด้วยมุกควายแปลกๆ จะรับมือด้วยวิธีไหน ก็น่าจะถึงเวลาที่จะออกเดินทางไปไกลๆบ้างแล้ว

ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมเห็นมีที่เที่ยวรอบๆกรุงเทพฯเยอะมากๆที่สาวๆสามารถไปเที่ยวคนเดียวได้แบบไม่ต้องกังวลอะไร อย่างอยุธยาผมก็เห็นมีโรงแรมดีๆ ที่น่าพัก พอกลางวันก็ออกมาเช่าจักรยานถีบ นั่งสามล้อ ตุ๊กๆ รถราง คุณสาวๆอาจจะเจอไกด์หนุ่ม, นักท่องเที่ยวเดี่ยว ที่เดินถอยมาชนกันตอนถ่ายรูปพระปรางค์เก่าก็ได้ ใครจะรู้

หรืออย่างพวกตลาดโบราณ เที่ยวไป ดูไป กินไป คุยกับคุณป้าขายขนมไป เดี๋ยวอาจจะมีหลานชายที่เพิ่งกลับจากมหาลัยช่วงปิดเทอม ช่วงนั้นพอดีว่าง เพราะทำวิทยานิพนธ์ใกล้จะเสร็จ เดินออกมาช่วยหยิบของหน้าร้าน แล้วมือมาชนกัน เหมือนพล็อตละครหลังข่าวก็เป็นได้ ใครจะรู้

ถ้าเที่ยวในประเทศจนหมดแล้ว ก็ยังไม่ได้ ลองไปต่างประเทศดูบ้างก็น่าจะดีเหมือนกัน

ต่างประเทศที่เห็นสาวๆไปกันก็อย่าง ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลย์ หรือแม้กระทั่งลาว พม่า ผมก็เห็นว่าน่าจะลองดู

ไปต่างประเทศเนี่ยโอกาสที่จะได้เจอคนอื่นมันก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะมันใช้เวลาเดินทางมากขึ้น คุณอาจจะได้เจอหนุ่มแบกเป้ไปเที่ยวช่วง vacation เหมือนคุณก็ได้ หรืออาจได้โกอินเตอร์ เจอหนุ่มฝรั่งที่อยากเดินทางมาทำความรู้จักประเทศแถบเอเชียซักเดือน อะไรแบบนี้ ก็ไม่ใช่จะไม่เคยเกิดขึ้น

ที่ผมเขียนมาเนี่ย ไม่ได้บอกให้สาวๆไปอ่อยหรอกนะครับ ผมเรียกการไปเที่ยวคนเดียวแบบนี้ว่า เป็นการเปิดโอกาส

เปิดโอกาสแบบนี้ถ้าผมมีลูกสาวหรือมีลูกศิษย์ ยังเรียนหนังสืออยู่ ผมก็คงบอกว่าอย่าเลย ตั้งใจเรียนหนังสือไปก่อนดีกว่า แต่ถ้าคุณสาวๆพ้นวัยเรียนหนังสือมาแล้ว งานการก็มีทำแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว รับผิดชอบความรู้สึกตัวเองได้แล้ว เงินก็ไม่ต้องขอพ่อแม่แล้ว การเปิดโอกาสให้ตัวเองแบบนี้ผมว่ามันมีแต่ “วินวิน”

เพราะสมมติไปเที่ยวคนเดียวสามวัน กลับบ้านมาแล้วก็ไม่เจอหนุ่มๆเลยระหว่างเดินทาง อย่างน้อยผมรู้สึกว่าเราก็จะได้เห็นโลกในแบบที่ต่างไป เพราะเวลาเราไปคนเดียว เราไม่ต้องคุยกับใครเยอะ ไม่ต้องรอใคร อยากไปตรงไหนก็ไป อยากหยุดดู หยุดมอง หยุดคิด ตรงไหนก็ทำได้ เวลาเห็นโลก ต้นไม้ ใบไม้ มันก็จะละเอียดมากขึ้น กลับบ้านแล้วมุมมองต่อโลกก็น่าจะเปลี่ยนไป ถึงไม่ได้ผู้ชายติดมือกลับมาบ้านก็ยังถือว่าวินอยู่ดี

ลองดูนะครับ ใกล้ๆ ง่ายๆ ก่อนก็ได้ พอเชี่ยวแล้วก็ลองจองตั๋วไปไกลๆดู ได้เรื่องยังไง กลับมาเล่าให้ฟังมั่งนะครับ

สุดท้ายขอยืมคำอวยพรของน้องกระเทย ที่สนิทกันมาใช้หน่อย

“โชคดีมีสามี” นะครับ

จริงๆน้องเค้าบอกว่า “โชคดีมีผัว” น่ะครับ

ปล. สูตรการเที่ยวคนเดียวนี่ผมขอแอพพลายไปใช้กับสาวๆที่อยากเจอสาวๆ หนุ่มๆที่อยากเจอหนุ่มๆ ถือว่าไม่จำกัด sexual orientation แล้วกันนะครับ

Advertisements