วันนี้ครึ่งวัน ผมให้เวลาไปกับการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเขื่องแม่วงก์ เพราะอยากเข้าใจ และรู้สึกว่าถ้าอยากออกเสียงคัดค้านมาให้เต็มปาก ก็น่าจะรู้จักสิ่งที่ตัวเองคัดค้านอยู่พอสมควร

อ่านไปครึ่งวัน ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากมูลนิธิสืบฯ นอกจากนั้นก็เป็นบทความ รายงานอื่นๆ จากแหล่งอื่น และที่สำคัญ ก็คือการเข้าไปอ่าน รายงาน EHIA หรือรายงานผลกระทบฯ

ถ้าใครที่คุ้นเคยกับการทำงานราชการ ก็คงรู้อยู่แล้วว่า รายงานหรือภาษาที่ถูกเขียนขึ้นในระบบราชการ (ถึงแม้จะเป็นการว่าจ้างบริษัทเอกชนมาทำก็ตาม) จะต้องเป็นภาษา “ทางการ” ที่อ่านเข้าใจยากจัดๆ อ่านแล้วยากมากที่จะเข้าใจได้ในครั้งแรก ต้องวนกลับไปอ่านอีกรอบ หรือสองรองนั่นแหล่ะ

ถ้าใครยังไม่เคยได้ยินคำว่า “รายงานผลกระทบฯ” ผมจะขออธิบายให้ฟังคร่าวๆละกัน

เวลาที่รัฐต้องการทำโครงการที่อาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม หรือธรรมชาติ ก็จะต้องมีการสำรวจ เพื่อยืนยันว่าการทำโครงการนี้น่ะ “มันดีจริง และคุ้มค่า และไม่กระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือธรรมชาตินะ” แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการนั้นได้

โครงการเขื่อนแม่วงก์เนี่ย ก็ทำสำรวจผลกระทบมาแล้วสี่รอบ ทั้งสี่รอบ คณะกรรมการมีมติว่า “ไม่ผ่าน” ทั้งหมด จนกระทั่งคณะผู้เชี่ยวชาญถูกเปลี่ยนเมื่อการสำรวจครั้งล่าสุด รายงานผลกระทบครั้งล่าสุดก็เลย “ผ่าน” ได้ .. อืมม

รายงานผลกระทบฯ มีไฟลให้ดาวน์โหลดอยู่หลายไฟล์ ในเว็บไซท์ของมูลนิธิสืบฯ ผมดาวน์โหลดมาหมด เปิดอ่านบน PDF ที่หน้าคอมไปเรื่อย แต่ก็อ่านไม่เข้าใจทั้งหมดหรอกครับ เพราะนอกจากเรื่องภาษา วิธีการเขียน ยังมีเรื่องทางเทคนิคที่อยู่เกินความรู้ของผมไปเยอะ แต่ที่อ่านเข้าใจก็มีอยู่ไม่น้อย

มีส่วนหนึ่งของรายงาน เกี่ยวกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า บอกว่า “ในการสร้างนี้ จะทำให้เกิดแหล่งอาหารใหม่แก่สัตว์ เพราะจะทำให้เกิดแหล่งน้ำขนาดใหญ่” ผมอ่านแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เพราะมันเป็นการพลิกวิกฤติให้มาเป็นโอกาส(ในการสร้างเขื่อน) จริงๆ ในใจได้แต่คิดว่า “ช่างกล้า”

มีอีกอย่างที่ผมเพิ่งจะรู้ และทำให้ต้องกังวลไม่น้อยหลังจากได้อ่าน คืออีกส่วนหนึ่งของรายงาน เกี่ยวกับผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ บอกไว้ว่า นอกจากสร้างเขื่อนแล้ว ยังมีการสร้างคลองส่งน้ำ เป็นระยะทางกว่าห้าร้อยกิโลเมตรอีกด้วย ซึ่งผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ลืมไปเลยว่า นอกจากตัวเขื่อนแล้ว ยังมีส่วนประกอบรอบข้างอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบได้ไม่แพ้กัน

รายงานส่วนนี้อธิบายยาวเหยียดถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติไว้หลายหน้า แต่แล้วก็สรุปตอนท้ายว่า “ด้วยเหตุนี้ การก่อสร้างคลองส่งน้ำ อาจทำให้สัตว์ป่าได้รับผลกระทบบ้าง แต่เป็นเพียงระดับน้อย และอย่างชั่วคราว” และยังมีต่ออีกว่า “การสร้างคลองส่งน้ำจะทำสัตว์น้ำหรือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกได้ประโยชน์ ส่วนสัตว์ป่าที่เป็นสัตว์บกอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็เป็นระดับน้อยเท่านั้น” … อืมม

ทุกครั้งที่เราความต้องการสร้างเขื่อนและเกิดปัญหาว่ามีคนคัดค้านเพราะมันจะไปทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายป่าไม้ คำถามก็คือ ทำไมเราถึงไม่ไปทำในที่ ที่มันไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ไม่ทำลายป่าไม้ล่ะ ก็ไปทำในที่ที่แห้งแล้งอยู่แล้ว ไม่ต้องตัดต้นไม้ สัตว์ป่าไม่เดือนร้อน แล้วก็น่าจะไม่มีใครคัดค้าน

เราไม่ทำ ก็เพราะที่ตรงนั้นมันไม่มีน้ำ มันไม่มีน้ำก็เพราะที่ตรงนั้นมันไม่มีต้นไม้ เราต้องการไปสร้างเขื่อนตรงที่มีต้นไม้ก็เพราะมันมีแหล่งดูดซับน้ำ และเป็นที่ที่มักเกิดฝนตกบ่อยๆ และเราจะสามารถเก็บน้ำไว้ได้ เหตุผลมันก็มีอยู่แล้วว่าต้องมีต้นไม้ มันถึงจะมีน้ำ

อีกคำถามหนึ่งคือ แล้วความต้องการแบบนี้มันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เรารุกพื้นที่ป่าเข้าไปสร้างเขื่อนแล้ว พอเวลาผ่านไป เราพบว่าความต้องการการใช้น้ำของเราก็ยังไม่พออยู่ เราก็จะรุกป่าเพื่อสร้างเขื่อนแห่งใหม่ต่อไป ต่อไป อย่างนั้นเหรอ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนแน่ๆ

มีเพื่อนผมพูดให้ฟังว่า ยอมให้ทำไปเถอะ สัตว์ป่าตายไปบ้าง ต้นไม้โดนตัดไปบ้าง แต่ก็มีคนได้ประโยชน์จากมัน

ผมกลับรู้สึกว่าถ้าเราใช้เหตุผลนี้ไปกับการรุกรานสิ่งมีชีวิตอื่นไปเรื่อยๆ แล้วเราจะอยู่ร่วมกันบนโลกได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นการมีอยู่แต่เพียงมนุษย์เท่านั้น

เราเรียนหนังสือกันมาตั้งนานแล้ว มีข้อพิสูจน์ให้เห็น มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้อ่านเยอะแยะ ว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆเกื้อหนุนกันและกัน และจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพากัน เมื่อสิ่งหนึ่งหมดไปสิ่งอื่นๆก็จะหมดไปตาม แต่เราทำเหมือนมองไม่เห็น ทำเหมือนมองข้ามความจริงเรื่องนี้ไป

ความต้องการที่จะใช้ทรัพยากรของมนุษย์เราอย่างไรเสียก็ไม่มีวันหยุด ถ้าเราไม่ยอมขีดเส้นไว้ว่า เราใช้มาถึงตรงนี้แล้วเราจะพอ อย่างไรเสียเราก็จะใช้มันไปเรื่อยๆ ป่าไม้เมืองไทยก็เหมือนกัน

ผมจำได้ว่าสมัยตอนเป็นเด็กก็รับรู้มาแล้วว่า ตอนนี้ป่าไม้ของเราเหลืออยู่แค่ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ พอโตมาหน่อย ก็รู้ว่าตอนนี้เหลือไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ผมไม่รู้ว่าถ้าเราจะปล่อยให้การลดลงมันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะตอบคนรุ่นต่อๆไปว่าอย่างไร ว่าทำไมเราถึงไม่เหลืออะไรไว้ให้เขาเลย

ถ้าเรายังคิดว่า เราจะยังสามารถรุกป่าเข้าไปได้อีก เพื่อสร้างเขื่อน เพื่อตัดไม้ เพื่อให้ได้น้ำ เพื่อให้ได้ไฟ เราก็จะไม่มีใจ ไม่ยอมคิด ที่จะไปมองหาแหล่งทรัพยากรทางเลือกอื่นๆอีก ทั้งๆที่เรามีทางเลือกอีกมาก

จริงๆระหว่างที่อ่าน ผมก็ทำ presentation บน prezi ไว้ด้วย แต่ทำไปแล้วข้อมูลมันยังไม่ค่อยดี ไม่อยากให้มันดูเป็น emotional แต่อยากให้เป็น educational ที่ดูแล้วเข้าใจง่ายๆมากกว่า ไว้ถ้าทำเสร็จแล้วจะเอามาให้ดูละกัน แต่บอกตรงๆ ยากจริงๆนะ

เรื่องสิ่งแวดล้อมนี่ อ่านแล้วก็เหนื่อยนะครับ เหนื่อยใจ หนึ่งคือเรื่องธรรมชาติบางครั้งมันจับต้องยาก จะบอกว่ามันส่งผลดี พอคนถามหาตัวเลขก็ไม่รู้จะบอกยังไง ต้นไม้มันโตขึ้นทุกวัน มันงอกใหม่ทุกวัน มันปล่อยอ็อกซิเจน มันดูดซับความชื้น แต่ไม่รู้จะบอกมาเป็นตัวเลขชัดๆได้ยังไง มันไม่เหมือนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงินทอง ที่เอามาบอกได้ง่ายๆ

อีกหนึ่งเหตุผลที่อ่านแล้วเหนื่อยใจคือเพราะเห็นแล้วก็ไม่รู้จะเข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นึกอยู่ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ที่เห็นก็คงแค่เขียนอะไรออกมาแบบนี้ล่ะมั้ง เห็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหลายคนแล้วก็รู้ว่าคนเหล่านั้นอาจไม่ได้แค่เหนื่อยใจ แต่ต้องเหนื่อยแรงด้วย

ถ้าเผื่อคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมบังเอิญผ่านเข้ามาเห็น ผมขอเป็นกำลังใจให้อีกแรงนะครับ

Advertisements