เมื่อหลายเดือนก่อน ผมสั่งซื้อ keyboard แบบ bluetooth มาจาก Amazon ขออธิบายเพิ่มหน่อยละกัน เผื่อใครที่ยังไม่คุ้นกับเว็บนี้

Amazon เป็นเว็บขายของออนไลน์ ที่เราสามารถเข้าไปเลือกหาสิ่งของที่ต้องการได้หมด(แทบทั้งหมดก็ได้อ่ะ) บริษัทต่างๆก็จะเข้ามาประกาศขายของไว้ เท่าที่ผมเคยซื้อก็มีทั้งรองเท้า,ของเล่นเด็ก,เครื่องออกกำลังกาย, หม้อหุงข้าว ฯลฯ เยอะแยะ

ราคาก็มีทั้งแพงกว่าซื้อตามร้าน ถูกกว่าก็มี ก็ต้องเช็คราคากันไป นอกจากนั้น ยังต้องบวกค่าส่งด้วย (ถ้าคิดค่าส่ง) และภาษีอีกนิดนึง

เจ้า keyboard ที่ผมซื้อมาเนี่ย พอได้มาแล้วผมก็แกะใช้เลย ใส่ถ่านสองเอ สองก้อน ด้วยความตั้งใจเดิมที่จะซื้อมาใช้กับโทรศัพท์แอนดรอยด์ แต่ปรากฏว่ายังไงผมก็หาวิธีเซตค่าเพื่อให้สามารถพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ ผมก็เลยลองเมลล์ไปถามบริษัทที่เป็นคนขายดู เผื่อจะได้คำตอบอะไร

ถ้าผมจำไม่ผิด ฝ่ายบริการลูกค้าเค้าตอบกลับมาในวันนั้น หรือไม่ก็วันรุ่งขึ้นเลย แล้วก็มีการส่งเมลล์ตอบกันไปมาอีกหลายครั้ง แต่บริษัทก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ ที่น่าประทับใจก็คือ บริษัทก็เสนอมาว่า จะส่งคืนก็ได้นะ หรือจะให้ส่งอันใหม่ไปให้ก็ได้ ซึ่งอันนี้ผมรู้สึกประทับใจมาก (ตามประสาคนไม่เคยเจอ) แต่ผมก็บอกเค้าไปว่าจะเก็บไว้ใช้กับอุปกรณ์อื่นก็แล้วกัน

หลังจากนั้นผ่านไปซักพัก ผมสังเกตว่า เจ้า keyboard นี่มันบริโภคแบตเตอรี่เร็วมากๆ บางทีใส่ถ่านเปิดไว้สองวันถ่านก็หมดแล้ว ลองอยู่สองสามครั้งผมก็เลยเลิก

พอดีกับที่ Amazon เค้าส่งเมลล์มาว่า ขอให้ไปช่วยรีวิวสินค้าที่เคยซื้อไปหน่อย ผมก็เลยได้จังหวะ เข้าไปรีวิว บอกว่าเจ้าคีย์บอร์ดตัวที่ผมได้มันไม่ถูกใจโน่นนั่นนี่ (แต่คะแนนของคีย์บอร์ดตัวนี้ก็ได้ดีอยู่จากรีวิวของคนอื่นๆ)

แล้วก็ในวันนั้นเลย ผมก็ได้รับเมลล์จากบริษัทอีกว่า สนใจอยากจะคืน หรืออยากได้อันใหม่หรือเปล่า ผมก็เลยบอกไปว่า ขอเปลี่ยนอันก็แล้วกัน แต่บริษัทบอกว่าอันนั้นไม่ต้องส่งคืนก็ได้ เดี๋ยวจะส่งอันใหม่ไปให้เลย ขอที่อยู่ด้วย

ผมถึงกับอึ้ง ก็เข้าใจว่าบริษัทเค้าใหญ่โต กับแค่คีย์บอร์ดตัวเดียวทำไมจะส่งไปให้ลูกค้าไม่ได้ แต่ก็ต้องรู้สึกประทับใจว่าไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย คิดว่าอีกสองสามวันคีย์บอร์ดอันใหม่ก็คงส่งมาถึง ผมก็บอกเค้าไปว่า เดี๋ยวจะไปเพิ่มเติมคอมเม้นท์ที่เคย complain ไว้นะ

—————————————————————————

อีกเคสสดๆร้อนๆเมื่อวานนี้

เมื่อวานซืนผมไปซื้อหลอดไฟจาก Target ตั้งใจจะซื้อหลอดไฟที่ให้แสงสีขาว เดินดูจนทั่ว ก็ไม่เห็นกล่องไหนที่เขียนว่าให้แสงขาว แต่ก็มีอยู่แบบนึงที่มีรูปเปรียบเทียบว่า แสงที่ได้มันจะไม่เหลืองนะ ผมก็เลยตัดสินใจลองซื้อมาดู ตอนนั้นก็คิดไว้แล้วแหล่ะว่าถ้าใช้ไม่ได้ก็จะลองเอาไปเปลี่ยนดู

แล้วก็เป็นอย่างที่เดาไว้ คือหลอดไฟที่ซื้อมาก็ไม่ได้ให้แสงสีขาว แต่เป็นสีเหลืองแบบหลอดไส้แทน ผมก็เลยคิดว่าจะลองกลับเอาไปคืนดูแล้วกัน

วันรุ่งขึ้นผมขับรถกลับไป Target อีกรอบ ในใจก็คิดไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเค้าไม่ให้เปลี่ยนก็คงไม่เป็นไร เก็บเอาไว้ใช้ห้องอื่นก็ได้ เพราะคิดว่ามันเป็นหลอดไฟ ถ้าคืนไปแล้วเค้าจะเอาไปขายยังไงต่อ

ผมเดินไปถึงหน้าเคานท์เตอร์ เซย์ฮัลโหลกันเสร็จ ผมก็บอกเค้าว่า “เมื่อวานมาซื้อหลอดไฟอันนี้ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่อยากได้…” ยังไม่ได้พูดต่อเลย สาวผิวเข้มหลังเคานท์เตอร์ก็สวนกลับมาเลยว่า “จะเปลี่ยนใช่มั้ย” ผมก็บอกใช่ๆ เธอก็รับกล่องหลอดไฟพร้อมใบเสร็จไปสแกน กดปุ่มเครื่องคิดเงินสองสามที แล้วก็บอกผมว่า เงินค่าหลอดไฟได้ส่งคืนกลับเข้าบัตรเครดิตของผมแล้ว แล้วก็ยิ้มให้หนึ่งที

ผมถึงกับอึ้ง อึ้งจริงๆไม่ได้เล่าเอาฮา เพราะมันเร็วมาก น่าจะไม่เกินครึ่งนาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก สาวเจ้าไม่แม้แต่จะเปิดกล่องดูด้วยซ้ำว่ามีหลอดไฟอยู่จริงหรือเปล่า

——————————————————————–

อีกเคส ย้อนหลังไปปีกว่าๆ ผมไปซื้อเครื่องชงกาแฟมาจาก Walmart เอากลับไปบ้านปรากฎว่าเครื่องมันรั่ว แค่เติมน้ำลงไปยังไม่ได้เริ่มชงก็มีน้ำไหลออกมาจากเครื่อง ผมก็เลยเอากลับไป Walmart อีกครั้งในวันถัดมา

ตอนนั้นจำได้ว่าออกจะตื่นเต้นพอสมควร เพราะเกิดมาก็ยังไม่เคยซื้อของแล้วเอาไปเปลี่ยนเลย คิดอยู่ว่าจะเปลี่ยนยังไง ต้องอธิบายยังไง จะได้เงินคืนเต็มหรือเปล่า เพราะเครื่องนั่นก็หลายตังค์อยู่

ที่หน้าเคาน์เตอร์ customer service ผมบอกพนักงานสาวว่า ซื้อเครื่องชงกาแฟไปเมื่อวาน แล้วน้ำรั่วออกมาจากเครื่อง

สาวพนักงานรับกล่องใส่เครื่องชงกาแฟพร้อมใบเสร็จไปจากผม แล้วเอาใบเสร็จวางไว้บนโต๊ะ ส่วนเครื่องชงกาแฟ เธอก็โยนข้ามไหล่ขวาไปลงถังขนาดใหญ่ที่ใส่สินค้ามากมายที่คนเอามาคืนแบบไม่แยแส

ผมไม่ได้เว่อร์นะครับ เธอโยนข้ามไหล่ไปจริงๆ ชนิดไม่สนใจว่ามันจะแตกหักเสียหายอะไรทั้งนั้น แล้วก็หันหน้ากลับมากดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อคิดราคาให้ผม แล้วก็ส่ง gift card มาให้ผมเป็นเงินเท่ากับเครื่องชงกาแฟที่ผมซื้อไป เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

——————————————————————-

ผมไม่รู้เหมือนกันว่า การเดินทางของสินค้าที่ถูกส่งคืน มันเดินทางไปไหนต่อ มันอาจถูกตีให้เป็นขยะไปเลย เพราะมันเป็นของที่ถูกซื้อไปแล้ว หรือเอากลับมาเช็คแล้วขายใหม่ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

แต่ในมุมของคนซื้อของ ผมรู้สึกว่าระบบแบบนี้มันดีจังเลย มันทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อของได้อย่างสบายใจ แล้วก็รู้ว่าของที่ซื้อไป ถ้ามันไม่ดีหรือไม่ตรงกับที่อยากได้ เราก็สามารถเอาไปคืนได้โดยที่ไม่ได้ต้องตบตีกับพนักงานกันก่อน

แต่มีดีก็มีเสียนะครับ

ตั้งแต่มาอยู่อเมริกา ผมได้ยินมาว่า คนไทยบางคนเอาช่องว่างของระบบบริการลูกค้าแบบนี้ ไปใช้อย่างที่ผมเห็นว่า มันไม่ถูก ตัวอย่างเช่น

บางคนจะมีญาติมาเยี่ยม แต่ที่บ้านไม่มีที่นอน ก็เลยไปซื้อที่นอนมาเพื่อให้ญาติได้มีนอน พอญาติกลับเมืองไทย ก็เอาที่นอนไปคืน ทั้งๆที่ที่นอนอันนั้นไม่ได้มีอะไรเสียหายตรงไหน แต่เป็นความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะใช้ช่องโหว่ของระบบ ทำแบบนี้ ผมรู้สึกว่าบริษัทที่ขายที่นอนก็จะต้องเสียผลประโยชน์ไป แทนที่ที่นอนที่ตัวเองผลิตมาจะได้ขายไปแต่ก็ต้องถูกตีกลับเพราะมีคนเอามาคืน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเขาจะเอากลับมาวางขายเป็นของใหม่หรือเปล่า แต่ถ้าจะให้เดาก็น่าจะไม่ อาจนำกลับมาวางขายเป็น refurbished (ของส่งคืน) ซึ่งก็จะไม่ได้ราคาขายเท่าของใหม่อีก

เคยได้ยินอีกอย่างว่า มีคนไทยซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รัฐหนึ่งที่เสียภาษีน้อยหรืออาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลย ซื้อเสร็จแล้วก็ขับรถไปอีกรัฐนึงที่มีภาษีมากกว่า เพื่อเอาไปคืนในร้านอีกสาขา ร้านที่รับคืนก็จะคืนมาพร้อมคืนเงินภาษีมาให้ด้วย ทั้งๆที่ตอนซื้อไม่ได้เสียค่าภาษี อะไรแบบนี้

หรือเสื้อผ้าก็มีที่ไปเที่ยวที่หนาวๆ แล้วก็เข้าไปซื้อเสื้อกันหนาวแบบหนาๆมาใช้ แต่ก็รู้ว่าจะใช้แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว แค่ตอนไปเที่ยวเท่านั้น อย่างเช่น ไปเล่นสกี อะไรแบบนี้ ตอนเอาไปใส่ก็ไม่แกะป้ายออก ใช้เสร็จก็เอาไปคืน นี่ก็มี

เรื่องที่เล่าๆมานี่ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนไทยหรอกนะครับ อ่านตามเว็บบอร์ดของฝรั่งก็มีคนทำอะไรแบบนี้กันเยอะแยะ ผมเห็นแล้วก็เซ็ง

ผมคิดว่าคนที่ทำเนี่ยก็คิดแค่ว่าเราได้ประโยชน์ โดยไม่ได้คิดว่ามันเกิดผลเสียกับคนอื่นๆอีกเยอะ

ผมลองสมมติดูว่าถ้าคนซื้อทีวีเครื่องนึงใช้แล้วเบื่อแล้วเอาไปคืน บริษัทต้องเสียรายได้ไปจากทีวีเครื่องนั้น ถ้ามีคนทำกันเยอะๆบ่อยๆ บริษัทก็อาจขาดทุน ต้องปลดคนงานที่เป็นคนรายได้น้อย หรือไม่บริษัทก็ไม่มีเงินเอาไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันกับบริษัทอื่น ก็เลยตัดสินใจทำของห่วยๆออกมาขายก็แล้วกัน เพราะยังไงคนก็ชอบเอามาคืนอยู่ดี หรือไม่อีกหน่อยก็ออกนโยบาย ห้ามคืนออกมาเสียเลย เพราะคนชอบเอาของที่ไม่ได้มีตำหนิมาคืน ซึ่งผมว่ามันไม่คุ้มกันเลย (เคสสมมตินี่มันคงจะเว่อร์ไปหน่อย แต่คงไม่ห่างจากความจริงเท่าไหร่หรอกน่า)

สำนึกเพื่อคนอื่น เพื่อสังคมโดยรวมนี่สร้างกันยากเหมือนกันนะครับ เรียนหนังสือก็ไม่ใช่ว่าจะสร้างได้ เป็นคนมีเงินก็ไม่ใช่ว่าจะมีได้ เป็นคนเชื้อชาติไหนสัญชาติไหนอันนี้ก็เห็นจะไม่เกี่ยว สงสัยคงต้องช่วยๆกันล่ะมั้งครับ

Advertisements