วันนี้ได้คุยกับเด็กหนุ่มอเมริกันที่ไปแลกเปลี่ยนที่เมืองไทยมาปีนึง

เด็กอเมริกันคนนี้ผมเคยสอนภาษาไทยให้เค้าช่วงหนึ่ง ก่อนที่เค้าจะเดินทางไปเมืองไทยเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เป็นความเป็นไทยจริงๆ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมแบบที่ททท.ชอบโปรโมท อย่างเช่น ดูรำไทย , นั่งช้าง อะไรแบบนั้น

แต่เป็นการไปอยู่กับครอบครัวคนไทย ไปเรียนหนังสือในโรงเรียน ไปโดดเรียน ไปกินข้าวในตลาด ร้านข้างถนน แบบที่คนไทยปกติทำกัน

นี่เป็นการคุยกันครั้งแรกตั้งแต่เขาได้กลับมาอเมริกา หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยประมาณหนึ่งปี

เขาเล่าให้ฟังว่า หลังจากกลับมาอเมริกา ตอนนี้เขาเริ่มไปทำงานพิเศษในร้านอาหารแล้ว ทุกอย่างดูเคร่งเครียดมาก เขาไม่เห็นมีใครยิ้มเลย อาจมี แต่ก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับที่เมืองไทย ที่ทุกคนยิ้มแย้มอยู่เสมอ นั่นยิ่งทำให้เขาคิดถึงเมืองไทยมากขึ้น

เขาเล่าอีกว่า ตอนอยู่เมืองไทยคนไทยยิ้มง่าย ไม่แต่เฉพาะเขาที่เป็นฝรั่ง คนไทยด้วยกันเองมีปัญหาอะไร ก็ยิ้มไว้ก่อน หัวเราะไว้ก่อน ซึ่งเขารู้สึกว่ามันไม่เครียดดี

ถึงมุมมองของเขาจะไม่ได้สะท้อนความเป็นไทย จริงๆทั้งหมด แต่ผมคิดว่า การจัดการให้เขาได้ไปอยู่กับครอบครัวไทย สามครอบครัว ในเวลาหนึ่งปี ก็สามารถสร้างความหลากหลายในการสัมผัสความเป็นไทยได้ดีระดับหนึ่ง

นอกจากนั้นการจัดการของทุนนี้ยังจัดให้เขา รวมถึงนักเรียนจากประเทศอื่นๆ ได้เดินทางไปยังสถานที่อื่นๆในภาคอื่นๆในประเทศด้วย รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมอื่นของสังคมด้วย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันสิ่งที่ตัวผมเองรู้สึกมาตลอดในการมาอยู่ในสังคมอเมริกันคือการยิ้มของคนไทย ทำให้อะไรๆดูสบายมากขึ้น

มีคำพูดที่ผมมักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ เป็นคำพูดที่ใช้กระทบกระเทียบคนไทยด้วยกันเอง ที่ว่า เมืองไทย อะไรก็ดีหมด ยกเว้นอย่างเดียวที่มีคนไทยอยู่ หลายเรื่องอาจจะจริง แต่อย่างน้อยเรื่องความยิ้มแย้ม และเป็นมิตร ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่หายากในหมู่คนอเมริกัน ในความเห็นผมนะ

เขียนถึงตรงนี้คงมีหลายคนคิดแย้งว่า ก็นั่นแหล่ะ มันทำให้กฏระเบียบในเมืองไทยมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ อะไรก็ได้ ง่ายๆ สบายๆ อะไรที่มันควรจะจริงจังมันก็เลยดูไม่เป็นอย่างนั้นไปเสียหมด ซึ่งผมก็ไม่มีอะไรแย้งเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าความง่ายๆ อะไรก็ได้ มันล้ำเส้นไป

แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำพูดอย่าง “ไม่เป็นไร” แล้วบวกด้วยยิ้มแบบคนไทย มันมักจะทำให้สถานการณ์บางอย่างมันดูคลายความตึงเครียดลงไปได้มาก

ถ้าชอบ สบายๆแบบไทยๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ก็อาจต้องแลกกับความไร้ระเบียบวินัย ความเฉื่อยชา แบบสังคมไทยไปบ้าง
ถ้าชอบความตรงไปตรงมา อยู่ในกฏระเบียบ แบบอเมริกัน ก็อาจต้องแลกกับความเคร่งเครียด ความกลัว ความจริงจังกับทุกเรื่อง ในสังคมอเมริกันไปบ้าง

ที่เขียนมานี่ก็ไม่ได้จะเปรียบเทียบว่าลักษณะการแสดงออกแบบไหนดีกว่ากันหรอกครับ เพราะมันเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว ใครชอบแบบไหนก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครอยากจะอยู่ในสังคมแบบไหนก็เป็นเรื่องจริตส่วนตัว อยู่แล้ว ชอบใครก็ชอบมัน ถือเป็นการเล่าประสบการณ์ให้ฟังก็แล้วกัน

ผมถามเขาเรื่องโรงเรียนว่าเป็นไงบ้าง สนุกมั้ย เขาหัวเราะ บอกผมว่าโรงเรียนสนุกมาก เขาไม่ต้องเรียนหนังสือเลย เพราะครูไม่สอนเขา เพราะเขาอ่านภาษาไทยไม่ออก เขาก็เลยโดดเรียนไปห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ ไปหัดอ่าน หัดเขียนเอง

อีกอย่างเขาบอกผมว่า ระบบการเรียนในเมืองไทยไม่เหมือนที่อเมริกา เขารู้สึกว่าระบบการเรียนในเมืองไทยไม่เป็นอิสระ เขาชอบการเรียนหนังสือที่อเมริกามากกว่า เพราะเขาสามารถคิด และพูดได้เป็นอิสระมากกว่า

ส่วนอีกอย่างที่ผมคิดว่าหลายคนน่าจะคิดเหมือนกันคือ เขาบอกว่า เขาคิดถึงอาหารไทยมากๆ เขากลับมาอเมริกาแล้วเรื่องการกินนี่ต่างจากเมืองไทยมากๆ ตอนเขาอยู่เมืองไทยเขาสามารถหาอาหารกินได้ง่ายมากๆ แค่เดินออกจากบ้านก็ได้กินของอร่อยๆ และไม่แพง จะกินตอนไหนก็ได้ มีให้เลือกเยอะแยะ

ผมแหย่เขาเล่นว่า แล้วไม่ชอบอาหารอเมริกันเหรอ เขาหัวเราะใหญ่ (อันนี้เริ่มเหมือนคนไทยแล้ว) เขาบอกว่าอาหารอเมริกันไม่ไหว เทียบกับอาหารไทยไม่ได้เลย

นี่เป็นอีกอย่างที่ผมรู้สึกว่า คนไทยโชคดีที่ได้รู้จักการทำอาหารดีๆ อร่อยๆ มีวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่หาง่าย ราคาไม่แพง อยากกินตอนไหนก็ได้ มีให้กินตลอด

อยากกินข้าวหมูแดงตอนเช้าก็ได้ อยากกินตอนเที่ยงคืนก็ได้
จะกินก๋วยเตี๋ยว แล้วตบด้วยการเดินไปเข้าร้านไอติมกะทิข้างๆก็ทำได้ไม่ยาก

ฟังแล้วอย่างเพิ่งหัวเราะว่า อะไรกัน มันไม่เห็นจะแปลกตรงไหน
ใช่ครับ สำหรับการอยู่เมืองไทยการหาของกินตอนไหนก็ได้ เป็นเรื่องไม่แปลกเลย เราอยากกินก๋วยเตี๋ยวชายสี่ ก็แค่เดินไปปากซอยก็ได้กินแล้ว อยากกินเส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ บะหมี่ ใส่ลูกชิ้นอย่างเดียว ใส่หมูชิ้นด้วย สั่งได้หมด

ที่อเมริกาไม่ได้ง่ายขนาดนั้น บางร้านมีเมนูแยกกัน อาหารเช้าก็แบบนึงขายถึงสายๆก็เลิก อาหารเย็นก็เริ่มขายตอนบ่ายแก่ๆ แบบนั้น เมนูมาแบบไหนก็สั่งได้แต่ในเมนู สั่งนอกเมนู ส่วนใหญ่ร้านทำให้ไม่ได้

เคยไปกินร้านไทย น้องคนไทยที่ไปด้วยกันบอกคนเสริฟซึ่งก็เป็นคนไทยว่า ขอสั่งไข่เจียวหมูสับได้เปล่า ที่ต้องถามเพราะมันไม่มีในเมนู คนเสริฟบอกว่าขอเข้าไปถามกุ๊กก่อนนะ เป็นไงล่ะครับ

ถ้าอยากกินเบอร์เกอร์ตอนเช้า เราจะไม่ได้กิน เพราะตอนเช้าเขาไม่ขายเบอร์เกอร์ ตอนเช้าขายแต่อาหารเช้าเท่านั้น ซึ่งมันก็มักจะวนกันไม่กี่อย่าง เช่นเบเกิล(ขนมปังเล็กๆ), ผลไม้เล็กๆ, สลัด อะไรแบบนี้ นึกอยากกิน เบอร์เกอร์ หรือสเต้กตอนเช้าก็หมดสิทธิ์

แต่อันนี้ก็ยกเว้นสำหรับร้านอาหารจากที่อื่นนะ อย่างร้านจีน ร้านญี่ปุ่น ร้านไทย ส่วนใหญ่อยากกินอะไรตอนไหนก็ได้หมด สบายๆ

แบบนี้ล่ะมั้งครับ ผมเลยเห็นคนไทยหลายคน รวมถึงตัวเองด้วย มาเริ่มทำอาหารกินกันเองจริงๆจังๆตอนมาอยู่อเมริกา

เขียนตอนเที่ยงก็งี้แหล่ะครับ เขียนแล้วก็มาจบเรื่องกินจนได้ ไปหาข้าวกินก่อนนะครับ

Advertisements