เมื่อสิบสองปีก่อน ตอนตัวเองสอบบรรจุครูได้ปีแรก
เพิ่งเริ่มไปทำงานได้ไม่กี่วัน
ระหว่างนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวตอนพักกลางวัน ในโรงอาหาร
มีครูผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปกครอง เดินถือจานข้าวเข้ามานั่งด้วย
ในใจรู้สึกดี ที่มีคนอยากมานั่งกินข้าวด้วย
อาจารย์ท่านก็ถามโน่นนี่ไปตามปกติ แบบผู้ใหญ่ถามผู้น้อย
เรียนจบที่ไหน ทำอะไรมาก่อน ฯลฯ

คุยกันไปโน่นนั่นนี่ หลายเรื่อง ก็สนุกสนานดี
แล้วตัวเองก็ดันไปเปิดคำถาม ถามครูท่านว่า
เราไม่ต้องให้เด็กนักเรียนเข้าแถวตอนเช้าได้หรือเปล่า
ครูท่านนั้นก็หยุดคุย
แล้วก็มองหน้า
แล้วก็ยิ้มๆ
แล้วก็รวบช้อน
แล้วก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันนะ
แล้วก็บอกว่าผมไปก่อนนะ

ตอนนั้นพูดกับตัวเอง(ในใจ)ว่า “เชี่ยยยยย ชิบหายแล้วกู”
โชคดีที่ยังไม่โดนไล่ออกซะตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เข้าไปสอน
ที่ไปถามคำถามประหลาดประหลาดอะไรแบบนั้น

เรื่องโดนไล่ออกนั่นก็แค่คิดเล่นๆ
แต่รู้สึกว่า การแสดงจุดยืนและความคิดประหลาดๆที่ไม่ได้อยู่ใน norm
ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เข้าไป ดูออกจะเร็วไปซะหน่อย

จากนั้นก็เลยรู้ว่า คำถามพวกนี้มันยังเร็วไปที่จะเอาไปถามใครๆ แล้วก็ไม่เคยเอาไปถามใครอีก
(แต่ก็คิดอยู่ตลอดนั่นแหล่ะ)
กับครูผู้ช่วยผู้อำนวยการท่านนั้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันก็ปกติดีนั่นแหล่ะ
เจอหน้าก็ยังทักทายกันปกติ ไม่มีอะไรที่เป็น personal กัน
แค่ไม่เคยคุยเรื่องยกเลิกการเข้าแถวตอนเช้ากันอีก ก็แค่นั้นเอง

ตอนนั้นที่ถาม ไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะ อะไรเยอะเลย มีแต่ความรู้สึกส่วนตัวซะเป็นส่วนใหญ่
จำได้ว่าชอบโรงเรียนที่มีเด็กมาโรงเรียนแล้วก็นั่งทำอะไรตามที่เค้าเห็นว่าควรทำไปตามที่เด็กคิด
อย่าง นั่งคุยกัน กินข้าว ทำการบ้าน (ซึ่งจริงๆแล้วร้อยละแปดสิบเป็นการลอกการบ้านซะมากกว่า) อะไรแบบนั้นไป
ตอนนั้นเพิ่งกลับเข้าไปสู่กฏระเบียบอันมากมายในโรงเรียน หลังจากออกมาจากโรงเรียนมัธยมแล้วตั้งหลายปี ไปไว้ผมยาว ไปนุ่งกางเกงลายดอก ไปใส่เสื้อแขนยาวคอปาด ไปใส่ยีนส์ขาด ไปแสดงความเห็น ไปแสดงความคิด นอกรั้วโรงเรียน ฯลฯ
ก็เลยยังรู้สึกว่าถ้าในโรงเรียนมันไม่ต้องบังคับกันเยอะขนาดนั้น คงดี

กฏระเบียบหลายอย่างที่เคยเป็นข้อห้ามที่ดูจริงจังในช่วงเวลาหนึ่ง พอเวลาผ่านไป ยุคสมัยผ่านไป
กฏที่ว่ามันก็จะค่อยๆถูกทำให้ผ่อนปรน ปรับตัว ไปตามสิ่งต่างๆมากขึ้นเอง
พอเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยกับกฏนั้นดังมากขึ้น บ่อยขึ้น กฏเหล่านั้นมันก็จะค่อยๆถูกเปลี่ยนไปเอง

กฏระเบียบชุดนึง อาจเหมาะสมกับสังคมในเวลาช่วงหนึ่ง
เมื่อเวลาเปลี่ยนไป คนในสังคมมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป กฏมันก็ค่อยๆถูกเปลี่ยนไปเอง
ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยกับกฏนั้นมีความอดทนมากพอ ค่อยๆออกเสียงของตัวเองให้ดังขึ้น บ่อยขึ้น
ก็จะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับกฏนั้นออกมาช่วยกันออกเสียงกันมากขึ้น เมื่อไหร่ที่เสียงดังมากพอ
เจ้าประชาธิปไตยที่ให้น้ำหนักกับเสียงส่วนใหญ่ ก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงกฏเหล่านั้นไปเอง
มันดูช้า ไม่ทันใจ แต่คงต้องอดทน

(การได้เห็นข้อเขียนจากอาจารย์สุรักษ์ Sulak Sivaraksa (คนที่ตัวเองนิยมชื่นชม) แบบนี้ ก็ทำให้ดีใจอยู่น้อยซะเมื่อไหร่)

เชิญไปอ่านที่หน้า วอลล์ของ อาจารย์สุรักษ์ ใน facebook กันได้นะครับ ผมไม่รู้จะเอาลิงค์มาแปะได้ยังไงเหมือนกัน

https://www.facebook.com/sulak.sivaraksa/posts/10151563654247798

แปะได้แระ

Advertisements