เพื่อนผมส่งเมลล์มาคุย ส่งลิงค์เกี่ยวกับ เกษตรอินทรีย์ มาให้อ่าน ผมอ่านจบแล้วก็ตอบมันไปตามนี้

ลองเข้าไปอ่านกันดูนะครับ แล้วเล่าให้ผมฟังบ้างว่าคิดยังไง

http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47011

——————————————————————————————————————

อ่านจบแล้วว่ะ

อ่านแล้วก็คิดว่า กูมองการทำเกษตรอินทรีย์ต่างไปจากผู้เขียนน่ะ

ตัวอย่างทั้งสองที่ผู้เขียนยกขึ้นมา เป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ทำนาเป็นหลัก เท่าที่อ่านไม่เห็นว่าเกษตรกรนั้นปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์อย่างอื่นไปด้วย

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ยังถือว่าเป็นการทำเกษตร “เชิงเดี่ยว” อยู่ดี แค่เปลี่ยนจาก

“ใช้สาร” มาเป็น “อินทรีย์” เท่านั้น

เปลี่ยนแค่วิธีการ แต่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด และจุดมุ่งหมาย

ยังมีจุดหมายเดิมคือ ทำเกษตรเพื่อขาย เพื่อตอบสนองตลาด

การมีที่ดินสิบไร่ แต่ทำนาอย่างเดียว เพื่อขาย รายได้ทั้งหมดมาจากการขายข้าว แล้วต้องซื้อทุกอย่างที่เหลือ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหารายได้ได้แน่ๆ

กูมองอีกอย่างนึงว่ะ

เรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบการ “สร้างแหล่งอาหารและรายได้” เท่านั้น ถ้าโจทย์เริ่มต้นของเรา เรามีที่ดินแล้ว มีแรงงานแล้ว อาจจะแค่คนในครอบครัวก็ได้

คำถามต่อไปคือ ถ้าเราต้องกินข้าว  คำตอบคือ เราก็ควรปลูกข้าว

ถ้าเรากินผักบุ้ง เราก็ควรปลูกผักบุ้ง

ถ้าเรากินกล้วย,ผักชี,หอม,ข่า,ตะไคร้,ใบมะกรูด,มะนาว,มะพร้าว,ส้มโอ,ฟัก,แฟง,แตงโม ฯลฯ เราก็ควรปลูกมันด้วยตัวเอง ในที่ดินของเราเอง

ถ้าเราต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เราก็ควรเลี้ยงสัตว์ที่เรากินได้ อย่างปลา, ไก่, เป็ด เอาไข่ เอาเนื้อ

ถ้าเราอยากได้ปุ๋ย เราก็ควรเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตปุ๋ยให้เราใช้ได้เอง อย่างวัว ควาย ไก่ เป็ด หมู

สำหรับกูนี่เป็นแนวคิดเบื้องต้นเลยนะ ถ้าเราต้องการอาหาร เราก็ควรผลิตมันได้เองก่อนเท่าที่ทำได้

การปลูกข้าวอย่างเดียว แล้วอย่างอื่นซื้อกินหมด น่าจะไม่ใช่การแก้ปัญหารายได้ที่ถูก

ถึงจะเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์แล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะรายได้มันจะยังน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ดี การใช้ชีวิตก็ยังเหมือนเดิม รายจ่ายส่วนอื่นยังเท่าเดิม การจะหวังว่าจะให้รายได้มันมากขึ้นจากการเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ แล้วเอารายได้มา cover รายจ่ายที่มีอยู่เดิม คงไม่ใช่ว่ะ

มึงพอเห็นภาพมั้ยวะ

มีคนเสนอแนวคิดเรื่องรายได้ระยะยาวไว้อีกอย่างคือ การปลูกไม้ใหญ่

อย่างสัก, แดง, มะค่า, ขี้เหล็ก, ไผ่

ไม้พวกนี้ มองจากคนที่ไม่เคยปลูกต้นไม้อย่างกู ก็ยังพอเห็นได้ว่า ถ้ามีที่ดินมากพอที่จะทำนาได้เป็นสิบไร่ ก็น่าจะพอหาที่มาปลูกไม้ใหญ่พวกนี้ได้ซักสองสามงานหรือมากกว่านั้น

ปลูกไว้ ดูแลบ้าง สิบปียี่สิบปีไม้ใหญ่พวกนี้ก็ทำเงินได้เมื่อต้องการใช้เงิน เก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีกถ้าไม่ต้องใช้

เรื่องพวกนี้กูก็อ่านเอา ฟังเอา นี่แหล่ะ เท่าที่เห็น มันก็มีเหตุผล มีความเป็นไปได้ แต่ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนบทความนี้เรียกมันว่าเป็น “การรณรงค์ผ่านสื่อของนักเคลื่อนไหวทางสังคม” หรือเปล่านะ กูเห็นหลายคน เค้าก็เป็นเกษตรกรมาก่อน แต่ก็แก้ปัญหาไปได้กันหลายคนแล้ว

อีกเรื่องที่กูเห็นไม่ตรงกับผู้เขียน คือการยกตัวอย่าง คำพูด “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง” เอามาแล้วบอกว่ามันย้อนแย้งกับการยกย่องเจ้าของคำพูดที่มีแนวคิดตรงกันข้าม

กูเห็นว่า ถ้าคำพูดนี้มันดี มันทำให้เกิดความคิดที่ดี เราก็ควรจดจำไว้ใช้เตือนสติ แล้วก็รู้ด้วยว่ามันมาจากใคร คนคนนั้นทำอะไร

อันนี้กูเห็นว่า มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนบางคนจะสามารถมีความคิดบางอย่างที่ดี มีแง่มุมที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ ไม่ได้จำเป็นต้องเหมารวมไปทั้งหมด ว่าถ้าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งหนึ่งที่คนคนนี้ทำแล้วจะต้องไม่เห็นด้วยไปเสียทั้งหมดกับทุกอย่างที่คนนี้ทำ กูเห็นว่าประเด็นนี้ไม่เห็นว่าผู้เขียนควรจะนำมาเป็นข้อสนับสนุนในงานเขียนชิ้นนี้เลยว่ะ

กูยังไม่เคยทำเกษตรเลยนะ ที่ผ่านมาก็แค่ศึกษาหาความรู้ อ่าน,ฟัง แค่นั้นแหล่ะ

สิ่งที่กูมองแม่งอาจจะผิดทั้งหมดเลยก็ได้

เอาไว้ถ้าได้ไปลงมือทำจริงๆแล้ว คงตอบได้จริงๆมากกว่านี้

แต่สรุปแล้ว ที่ผู้เขียนยกเหตุผลว่า ชาวนาเค้าไม่ทำ เพราะมันมีเหตุผลเท่าที่เค้ายกมา กูเห็นว่าเหตุผลมันยังไม่ครอบคลุม และชาวนาที่เค้ายกตัวอย่างมาก็เหมือนยังมองเป้าหมายของการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ทะลุว่ะ เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแค่วิธีการ มันต้องเปลี่ยนทั้งกระบวนทัศน์เลยว่ะ (สัส อ่านแล้วบางทีก็เบื่อนักสังคมวิทยา, นักมนุษย์วิทยาเหมือนกันนะ แม่งจะใช้ศัพท์เยอะทำไมวะ)

กูเอง

Advertisements