ตอนผมรอฟังประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นช่วงเดือน พ.ค. ปี 2535 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่การเมืองตอนนั้นร้อนแรงเต็มที่

ประกาศผลสอบออกมาว่าผมสอบเข้าเรียนได้ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

อาจจะเป็นวันเดียวกันกับที่รู้ผลสอบ หรืออาจจะหลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมกับเพื่อนนัดเจอกันที่หลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นที่ตรงกลางระหว่างบ้านของทุกคน นัดเจอกันก็เพราะอยากมาเจอกัน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมืองซักนิด ไม่มีอะไรพิเศษกว่าการเจอกันของเด็กวัยรุ่นสี่ห้าคน

ผมแยกจากกลุ่มเพื่อนมาคนเดียว เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างแถวถนนราชดำเนิน เท่าที่นึกย้อนกลับไปจากวันนี้ จำได้ว่าวันนั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรในหัวมากไปกว่า “นายกควรมาจากการเลือกตั้ง” และเราน่าจะไปดูให้เห็น และไปแสดงตัวว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิด

บ่ายวันที่ 17 พ.ค. หลังจากแยกจากเพื่อนๆมาแล้ว ผมก็ไปเดินอยู่บนถนนราชดำเนินบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ ใกล้ๆ รั้วลวดหนาม มีคนเยอะแยะที่มารวมตัวกัน นั่งกันอยู่ตามทางเท้า ริมถนน หรืออาจจะอยู่บนถนนด้วย อันนี้ผมไม่แน่ใจ ภาพในความจำมันลางเลือนเต็มที

ผมเจอพี่ๆกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ในวัยที่ผมเพิ่งจะพ้นมัธยมมาหมาดๆ ผมก็เลยเข้าไปนั่งอยู่ใกล้ๆเพราะอยากรู้ว่าพี่ๆเค้าคุยเรื่องที่เกิดขึ้นว่าอย่างไร อยากรู้ อยากเข้าใจ พี่ๆในกลุ่มเรียกผมเข้าไปนั่งใกล้ๆ สอบถามความเป็นมาเป็นไป พอได้ความว่าผมเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พี่ๆในกลุ่มก็พากันดีใจที่เห็นเด็กๆ “รุ่นใหม่” มีความสนใจเรื่องการเมือง

ผมในวันนั้น “บ่องตง” ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรซักเท่าไหร่เลย แค่อยากจะไปดู ไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาตัวเองก็เท่านั้น แต่ด้วยความเป็นเด็กที่เริ่มโต พอได้รับความชื่นชมจากผู้ใหญ่ ก็รู้สึกยินดีกับตัวเองไปด้วย

ผมเกร่อยู่แถวนั้นเรื่อยไปจนเย็น ฟังปราศรัยจากรถของผู้นำชุมนุมไปเรื่อยๆ จำได้ว่าตัวเองไปนั่งหลับแดดอยู่ริมกำแพงวัดสระเกตุ กำแพงขาวๆข้างภูเขาทองนั่นแหล่ะ แดดเริ่มร่ม อากาศเริ่มเย็น แต่อุณหภูมิในที่ชุมนุมกลับตรงกันข้าม

พอเริ่มค่ำก็มี “ข่าว” ในที่ชุมนุมบอกกันต่อๆมาว่า คืนนี้จะมีการสลายการชุมนุม ให้รีบออกไปจากตรงนั้น เพราะตรงนั้นอยู่ใกล้กับแนวรั้วบริเวณสะพานผ่านฟ้ามาก ถ้ามีการสลายการชุมนุมพื้นที่ที่ผมนั่งอยู่ก็น่าจะโดนสลายก่อน

มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะแยะไปหมด ผมเห็นวัยรุ่นผู้ชายหลายคน สวมกางเกงยีนส์วิ่งถือท่อนไม้บ้าง มีดบ้าง มีดดายหญ้ายาวๆบ้าง วิ่งไปทางสะพานผ่านฟ้า ผ่านหน้าผมที่นั่งพิงกำแพงวัดริมถนนอยู่ เป็นระยะๆในช่วงหัวค่ำนั้น

ตกดึกหน่อย ผมเริ่มได้ยินเสียงตูมตามมาจากที่ไกลๆด้านหลังคลองแสนแสบไปทางถนนราชดำเนินกลาง บอกไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไร ได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืน ดัง ตับๆๆ เป็นชุดๆ

แล้วอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกร้อนจี๊ดขึ้นมาที่บริเวณท้ายทอย เหมือนใครเอาอะไรร้อนๆมาจี้ ตอนนั้นตกใจ แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองโดนยิง เพราะคิดว่านั่งพิงกำแพงวัดอยู่ ทิศทางของคนยิง (ถ้ามีจริง) ก็ไม่น่าจะยิงมาโดนได้ ผมเอามือลูบไปที่บริเวณท้ายทอยตรงที่รู้สึกร้อน พอแบมือดูปรากฏว่ามีเลือดติดมือมาด้วย ลองลูบดูอีกทีก็รู้สึกว่ามีแผลเล็กๆอยู่

ตอนนั้นคิดว่าถ้านั่งอยู่ตรงนั้นอาจจะไม่รอด คงจะต้องเจ็บตัวมากกว่านั้น คนแถวนั้นก็ตะโกนด่าสิ่งต่างๆไปเรื่อย ด่ารัฐบาล ด่านายกรัฐมนตรี อะไรอีกเยอะแยะ ผมวิ่งๆหลบๆตามต้นไม่้ออกจากริมกำแพงเข้าไปตามถนนราชดำเนินไปรวมอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งหลับกันอยู่หลังต้นไม้แถวฟุตบาท  ตะโกนตามกันบ้าง เอาขวดน้ำพลาสติกตีพื้นบ้างเพื่อให้มีเสียง ไม่ได้นอนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย

ผมมารู้ทีหลังว่า พ่อกับแม่ของผมได้พากันออกจากบ้านที่ฝั่งธนฯ ไปเดินตามหาผมที่ถนนราชดำเนินคืนนั้น สองคนแยกกันเดินตามหาผมคนละฝั่งถนนตามฟุตบาทที่มีคนนั่งชุมนุมกันอยู่ บ้างก็นั่ง บ้างก็นอน บางคนก็นอนเอาเสื้อปิดหน้า พ่อกับแม่บอกว่าเป็นเรื่องลำบากมากที่ต้องพยายามตามหาผมในที่ที่มีคนรวมกันอยู่มากขนาดนั้น แต่ทั้งสองคนก็ไม่เจอผมในคืนนั้น ผมรู้เลยว่าคืนนั้นพ่อกับแม่จะกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอย่างไรในใจ

เหตุการณ์ก็วุ่นวายอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเช้ามืด รู้สึกเหนื่อยและง่วงนอน ผมคิดว่าคืนนี้น่าจะพอแล้ว ก็เลยเดินย้อนไปทางอนุสวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายไปทางถนนดินสอ เพื่อจะไปขอล้างหน้าล้างตาที่โรงเรียนเก่า แถวสะพานพุทธฯ

วันนั้นผ่านไป อาทิตย์นั้นผ่านไป การเมืองของไทย ก็ดำเนินไปตามที่เราเห็นกัน

ผมเรียนรู้ว่า ตัวเราตกเป็นเครื่องมือของ “ความอยากรู้” ของตัวเอง แล้วก็พาตัวเองเข้าไปแสวงหาคำตอบ ในขณะเดียวกันเราก็พาตัวเองที่ไม่มีความรู้ เข้าไปอยู่ในเกมของการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน เข้าไปอยู่ในเกมโดยที่ไม่ได้สำคัญว่าสิ่งที่เกมที่เราเข้าไปอยู่นั้นเราเข้าไปอยู่ในข้างของผู้ที่ชนะหรือผู้ที่แพ้ ผู้ที่เล่นตามกติกาหรือผู้ที่เล่นนอกกติกา แต่ก็เข้าไปร่วมอยู่ในส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมมันดำเนินไป

สิ่งที่ผมเรียนรู้อีกอย่างคือ ความเข้าใจการเมืองของตัวเองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่ เวลาผ่านมายี่สิบปี ตอนนั้นตัวเองเป็นละอ่อนน้อยในเรื่องการเมืองเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจความเป็นไปของการเมืองมากขึ้นซักเท่าไหร่เลย ถึงจะฟังข่าว อ่านหนังสือ คิดตาม วิเคราะห์ โน่น นี่ นั่น มาตลอดยี่สิบปี แต่ก็เหมือนไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรขึ้นมาซักเท่าไหร่

ยี่สิบปีผ่านมา ถึงจะไม่ได้เข้าใจการเมืองมากขึ้น แต่ก็เข้าใจมุมมองของตัวเองที่มีต่อการเมืองมากขึ้น ความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นตามวัย รู้ว่าก่อนจะกระโจนเข้าไปร่วมคลุกวงในก็มักจะคิดก่อน คิดแล้ว และคิดอีกที ก่อนการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงมุมมองของตัวเองออกไป

เขียนในเดือนพ.ค. ที่กำลังจะครบรอบ ยี่สิบกว่าปี พ.ค.2535

Keng trip to Maesareang with Chatinan 6-9-2010 11-44-33 AM 6-9-2010 11-44-33 AM

Advertisements