เป็นเรื่องยากที่จะสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีสติครบถ้วนตลอดเวลา

ผมได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากการขาดสติได้ด้วยตัวเอง เมื่อไม่นานมานี้

ผมเขียนจดหมายถึงน้องชาย เพราะรู้สึก “ขัดใจ” กับสิ่งที่เขาทำ และสิ่งที่เขาไม่ทำ เพราะตัวผม “ตัวกู” ของผม เห็นว่าสิ่งที่น้องชายผมทำนั้นมันสามารถเห็นได้ว่าสิ่งนั้นมัน “ผิด” ทำไมยังถึงยังทำมันอยู่ และสิ่งที่มัน “ถูก” ทำไมเขาถึงไม่ทำสิ่งนั้น เขียนจบก็กดส่งไปให้เขา ส่งไปเสร็จความคิดก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวว่า ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ อยู่อย่างนั้น กระทั่งไปอาบน้ำ

ระหว่างอาบน้ำ ไม่มีเสื้อผ้า มีแต่น้ำไหลจากฝักบัวลงหัว สติค่อยๆไหลมาพร้อมกับน้ำลงมาใส่หัว ก็เลยคิดได้ อาบเสร็จ รีบใส่เสื้อผ้าแล้วก็รีบส่งจดหมายไปขอโทษน้องชาย

ด้วยความที่เกิดเป็นลูกคนโต ถูกพ่อแม่ฝึกให้รับผิดชอบงานในบ้านมาเรื่อย (ส่วนจะรับผิดชอบได้หรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง) ถูกฝึกให้อยู่ในระเบียบวินัยอย่างมากๆในช่วงที่เป็นเด็กๆ (ซึ่งก็เหมือนเดิมว่าจะอยู่ได้หรือไม่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ด้วยความที่ไปอยู่ในสถานะของการเป็นครูอยู่สิบกว่าปี ทำให้กลายเป็นคนที่ “ติด” ที่จะสอนใครๆอยู่บ่อยๆ “ติด” ว่าต้องทำตัวให้ “ดี” และ “ถูกต้อง” อยู่เสมอ จนต้องคอยบอกตัวเองว่า อย่าเข้าใจสถานะของตัวเองผิดเกินไปนัก แต่อย่างที่บอก ว่ามันทำไม่ได้ตลอด

จากสาเหตุเท่าที่นึกออกตอนนี้ทั้งสองอย่าง ก็เพียงพอที่จะทำให้กลายเป็นคน “ติดดี” ได้ประมาณนึงแล้ว อะไรที่จะทำก็อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด ถูกต้องที่สุด เต็มความสามารถที่สุด มีแบบแผนการทำสิ่งต่างๆตามที่มัน “ควร” จะเป็น

จนลืมไปว่า ทุกอย่างที่ตัวเองคิดนั้น ก็เกิดมาจากประสบการณ์, การอบรมสั่งสอน, การศึกษา, ฯลฯ ที่เป็นสิ่งที่เป็นสิ่งเฉพาะตัวทั้งนั้น ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนอื่น, สิ่งอื่น, สถานที่อื่น, วัฒนธรรมอื่น, เลย คนอื่นก็มีประสบการณ์แบบอื่น, มีการเลี้ยงดูแบบอื่น, การศึกษา, มีวัฒนธรรมอื่น ต่างกันไป

หายนะเกิดขึ้นเมื่อผมไม่สามารถรักษาสติไว้ได้ตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่าเรากำลังติด “ตัวเอง” คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง แล้วมันก็ควรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นด้วย มันก็เลยกลายเป็นหายนะ

เพราะผมได้เอา “ความคิดที่ถูกฝังหัว” ที่มีอยู่ในหัวตัวเอง ตีค่าออกมาเป็น ความดีงาม, ความถูกต้อง, ความที่ควรจะเป็น แล้วก็แปลงร่างสิ่งเหล่านี้กลายเป็นไม้บรรทัดอันหนึ่ง แล้วผมก็ไปไหนๆ ไปเจอใครๆ แล้วก็เอาไม้บรรทัดไปคอยวัด คอยจับ สิ่งที่คนอื่นทำ สิ่งที่คนอื่นไม่ทำ จับวัฒนธรรมอื่นๆ วัดจริยธรรมของสิ่งที่เห็น ถึงจะพอสงบปากสงบคำได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในใจลึกๆ ผมก็ตีค่า, วัดความถูกต้องให้กับสิ่งที่ผมเอาไม้บรรทัดไปทาบ เรียบร้อยแล้ว

เรื่องติดดีนี่ เป็นเรื่องที่เคยคิดว่า คงไม่เกิดขึ้นกับตัวเองแน่ๆ เพราะเห็นว่าตัวเองเป็นคน “ไม่อะไรมาก” กับสิ่งที่ตัวเองเห็น คิดว่าคนติดดีคงเป็นคนที่ชอบไปวัด ทำบุญ แล้วก็คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แล้วก็เข้าใจว่าติดดีมันก็แค่นั้น แต่ก็มารู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น

เคยเห็นคนด่ากันในอินเตอร์เน็ท ด่ากันใน social network ก็คิดว่า “ดีนะ” ที่เราไม่เป็นแบบนั้น เห็นได้ชัดว่า ขนาดคิดก็ยังคิดว่า “ดีนะ” มันก็แปลว่า ไอ้ที่เห็น มัน “ไม่ดีนะ” น่ะสิ

หารู้ไม่ว่าอีกด้านหนึ่งของตัวเอง มันมีเงาของการตัดสินซ่อนอยู่โดยที่ผมไม่เคยรู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัว แต่กลับพอใจกับ “ความดี” ที่ตัวเองคิดว่ามีอยู่ อยู่อย่างนั้น ก็เลยเพลิดเพลินไปกับมัน ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นคนธรรมดา เป็นมนุษย์ขี้เหม็น เหมือนคนอื่นๆนั่นแหล่ะ

พอน้ำอุ่นตกใส่หัว สติมา ก็คิดได้ว่า ผมตัดสิ่งที่น้องชายทำ จากประสบการณ์, ความคิด, การอบรมเลี้ยงดู(ที่ถึงแม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่มันก็มีประสบการณ์ในการรับรู้ต่างกันแน่ๆ) แล้วก็บอกว่า สิ่งนั้น “ถูก” สิ่งนั้น “ผิด” สิ่งนั้น “ควรทำ” สิ่งนั้น “ไม่ควรทำ” ไปจนหมด

เรื่องนี้คำตอบมันคงมีอยู่แล้ว ก็คือการรักษาสติไว้ให้อยู่กับตัวอยู่เสมอ อย่า “โง่” แล้วคิดว่าตัวเองฉลาด อย่า “เมา” แล้วคิดว่าตัวเองดี อย่าหลุดติดไปกับความคิดว่ามี “ตัวเอง” มี “ตัวกู” นี่คือตัวฉัน นั่นคือตัวเธอ เอาง่ายๆ ไม่มีฉัน ก็ไม่มีเธอ

ร่างกายก็เป็นแค่ร่างกาย ร่างกายเป็นสสารที่เกิดขึ้นจากส่วนประกอบต่างๆรวมกัน ความคิดที่เกิดขึ้นเป็นตัวฉัน ก็เป็นความคิด ไม่มีความคิดนี้แล้ว ไม่มีร่างกายนี้แล้ว ก็ไม่มีตัวฉันเหมือนกัน

ไม่มีฉันที่เคยเป็นอะไรมาแต่ก่อน ไม่มีตัวฉันที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ ไม่มีตัวฉันที่จะเป็นไปในอนาคต

ก็แค่นั้นเอง

Advertisements