ผมเคยมีความรู้สึกอยากเป็น “คนเขียนหนังสือ” อยู่บ้าง แวบเข้ามาในความคิดถี่ห่างกันตามโอกาสและบริบทของชีวิต

แต่เท่าที่ทำได้และดูใกล้เคียงความเป็นคนเขียนหนังสือ ก็เห็นจะมีแต่การเขียนบันทึกได้เท่านี้ เรื่องแต่งอย่าง เรื่องสั้น ความเรียง ก็เคยเขียนอยู่ แต่ก็จบบ้างไม่จบหลาย ที่เขียนจนจบก็รู้สึกว่ามัน “ประหลาด” และไม่ดี เกินกว่าจะเอามาให้คนอื่นอ่านได้

เวลาผมเขียนหนังสือ (ซึ่งฟังดูดีนะ) ผมชอบนั่งเขียนลงในสมุดเล่มเล็กมากกว่านั่งพิมพ์ลงในคอมโดยตรง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความขี้เกียจด้วย ถ้าขี้เกียจมาก ก็นั่งรัวนิ้วลงบนแป้นไปเลยรวดเดียว ไม่อยากมานั่งพิมพ์ที่เขียนไปอีกรอบ

บันทึก 1-29-2013 9-47-00 PM 2448x3264

เวลาที่ผมรู้สึกว่าเขียนแล้วมีความสุข สมองไหล ความคิดลื่น ก็เห็นจะเป็นตอนสายๆ หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเรียบร้อยแล้ว อันได้แก่ เตรียมอาหารเช้าให้คุณภรรยาไปทำงาน, เดินไปส่งเธอที่ทำงาน, ล้างจาน, เอาผ้าไปใส่เครื่องซัก, เก็บบ้าน, ชงกาแฟ พวกนี้เสร็จแล้ว ผมก็จะพาตัวเองมานั่งสงบๆที่โต๊ะกินข้าวที่สามารถเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานชั่วคราว แล้วก็เริ่มบรรเลง

ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งเวลาทำงานคือ ชอบโต๊ะทำงานที่โล่งๆ (หมายถึงเวลาเขียนหนังสือนะ) เก็บข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะ เอาไปเก็บเข้าที่ให้หมด ให้เหลือแต่โต๊ะเรียบๆ โล่งๆแค่นั้น ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่า เขียนได้มันส์ดี

อีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าทำให้ทำงานได้ดี คิดอะไรออกเยอะ คือที่ตั้งของโต๊ะทำงาน ตั้งแต่สอนหนังสือแล้ว ถ้าเลือกได้ผมก็พยายามจะเอาโต๊ะทำงานไปวางไว้ใกล้ๆหน้าต่าง หันหน้าออกหน้าต่างบ้าง หันข้างบ้างตามแต่โอกาสจะเอื้อ เพราะรู้สึกได้เลยว่า จังหวะที่ต้องการความคิดแล้วได้มองออกไปเห็นต้นไม้ เห็นต้นหญ้าไกลๆ ความคิดและคำตอบของคำถามในหัว มันก็ลอยอยู่แถวๆยอดหญ้า ยอดไม้นั้นแหล่ะ

เมื่อครั้งสอนหนังสืออยู่ลำพูน ผมขออนุญาตเพื่อนร่วมงาน ลากโต๊ะทำงานไปอยู่ในห้องที่เคยใช้เป็นห้องเก็บของเล็กๆที่มีช่องกระจกเล็กๆมองออกไปจากชั้นสี่แล้วเห็นภูเขาไกลๆ ที่สำคัญคือ ห้องเก็บของนั้นมีช่องด้านบนที่มีบันไดลิง ที่ทำไว้สำหรับปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึก

ดาดฟ้าตึกสี่ชั้นที่ตั้งอยู่ในอำเภอเล็กๆของจังหวัดเล็กๆที่ถูกล้อมไปด้วยภูเขาสูงเขียวปี๊ด ที่ทำให้ผมต้องอึ้งในครั้งแรกที่ปีนขึ้นไป มันให้รู้สึกเหมือนภูเขากับต้นไม้ เขยิบเข้ามาใกล้มือ มากกว่าเดิม

ตอนเย็นหลังเลิกงาน โรงเรียนเงียบแล้ว ผมก็มักอ้อยอิ่ง นั่งเขียน นั่งอ่าน อยู่บนดาดฟ้านั่นเอง จนบางทีพี่ๆนักการต้องมาร้องบอกว่าจะปิดตึกแล้วนั่นแหล่ะ ถึงได้ปีนลงมา อ้อ ที่เคยต้องโทรให้คนมาช่วยเปิดตึกเพราะออกจากตึกไม่ได้ก็มีมาแล้ว

ที่อเมริกา ถึงโต๊ะทำงาน(โต๊ะกินข้าว) จะถูกผมลากไปวางจนทั่วครัวมาแล้ว แต่สุดท้ายมันก็จะถูกเอามาวางไว้ใกล้ๆหน้าต่างอยู่ตลอด แต่ช่วงหน้าหนาวก็ไม่ได้ทำให้อะไรมันต่างไปเท่าไหร่นัก เพราะฤดูหนาวแถบ upstate New York นี่ ยาวนานนัก หิมะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน มองออกไปก็เหนแต่หิมะขาวๆที่แรกๆก็ดูขาวดี แต่นานๆไปก็รู้สึกว่า “ขาวไปมั้ย” ลากยาวกันไปจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ กินเวลาร่วมห้าหรือหกเดือน ที่นอกหน้าต่างไม่มีอะไรนอกจากหิมะขาวๆที่ถูกกวาดกองรวมกันเป็นเนินย่อมๆ แทรกด้วยเงาดำๆของต้นไม้ที่สลัดใบจนเหลือแต่กิ่ง ก็เลยรู้สึกว่า ช่วงหน้าหนาวเปิดหน้าต่างกับไม่เปิดนี่ ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

แต่พอฤดูใบไม้ผลิเริ่มก้าวขาเข้ามา ต้นหญ้าที่เคยมีหิมะคลุมก็เผยตัวให้ได้เห็น กิ่งไม้ที่เคยมีแต่กิ่งก็เริ่มมีตุ่มใบมาประดับ นกหลายชนิดหลากสี ก็เริ่มกระโดดกันหยองแหยง ร้องจิ๊บจั๊บสนุกสนาน นั่นเลยทำให้ผมรู้สึกดีของการมีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ริมหน้าต่างขึ้นมาอีกที

อีกสิ่งที่เป็นสิ่งสำคัญ ขาดไม่ได้คือ “กาแฟ”

ผมไม่รู้ช่วงเวลาแน่นอนเหมือนกันว่า เริ่มเป็นคนติดกาแฟตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตอนเริ่มต้น “เป็นผู้ใหญ่” หรือเริ่มทำงาน หรือเริ่มแยกออกมาอยู่คนเดียว หรือเริ่มย้ายที่ทำงานออกจากกรุงเทพฯ จำไม่ได้เลย รู้แต่ว่า อยู่ๆก็มารู้สึกตัวได้ว่า มีเครื่องชงกาแฟมาวางอยู่ในครัวเรียบร้อยแล้ว

เรื่องกาแฟนี่ให้เขียนก็คงเล่าได้อีกยาว เอาไว้ต่อครั้งหน้าละกันนะ

tkb view

Advertisements