ผมชอบเขียนบันทึกมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เขียนมาตั้งแต่อยู่ประถม กลับไปอ่านบันทึกตอนเป็นเด็กก็พบว่าตัวเองใช้ภาษาดัดจริตมาตั้งกะตอนนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ สงสัยจะอยู่ลึกกว่าระดับการเป็นแค่นิสัยไปเสียแล้ว กระทั่งเคยมีคนบอกว่า ผมชอบพูด ด้วยภาษาเขียน … เออ แปลกดี ไม่ได้สังเกต

ตอนนี้เลยวัยเด็กมาหลายสิบปีแล้วผมก็ยังเขียนบันทึกอยู่เลย เขียนในสมุดที่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นสมุดบันทึกเลยก็มี เขียนลงในสมุดเล่มเล็กๆที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร็เก็ตก็มี เขียนในสมุดบันทึกที่ได้จากคนอื่นที่ให้มาเป็นของขวัญบ้าง ของที่ระลึกบ้าง หรืออย่างหลังๆหลายปีมานี้ก็บันทึกลงไปในคอมพิวเตอร์บ้าง

จำได้ว่าสมัยผมเป็นเด็ก สมุดบันทึกของเรา เป็นของที่เราหวงมาก ทั้งที่ในบ้านก็มีแค่คนไม่กี่คน แต่ก็ต้องเอาไปแอบซ่อนไว้ ตามหลังตู้ ในกล่อง ใต้เตียง ราวกับว่าถ้าวางไว้แล้วจะมีใครอยากหยิบมันไปอ่านซะอย่างนั้น เอ๊ะ หรือว่าจะมีจริงๆ

ตอนนี้ที่ผมเริ่ม “เขียน” บันทึกลงในคอมพิวเตอร์ ด้วยการพิมพ์มันลงไปแทนการเขียนจริงๆ ก็มักใช้มันเขียนลงไว้ในเวิร์ดบ้าง โน็ตแพ็ทบ้าง ช่วงแรกๆ แต่พอเริ่มมี dropbox ผมก็เริ่มบันทึกแล้วเก็บไว้ในนั้น เพราะสะดวกที่จะเปิดเขียนได้จากที่อื่นๆที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะคอมที่บ้าน ซึ่งก็สะดวกดี

อ้อ ก่อนหน้าจะเขียนใน dropbox ก็เขียนไว้ในบล็อค ผมเคยมีบล็อคหนึ่งใน blogspot แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว เหลือแต่ที่นี่ที่เดียว ซึ่งผมพบว่าก็สะดวกดีเหมือนกัน

อีกที่หนึ่งที่ผมเขียนบันทึกไว้บ่อยๆก็คือ Facebook

แต่ในนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นบันทึกที่มีความแตกต่างไปจากบันทึกที่เขียนไว้ที่อื่น เพราะเวลาเขียนบันทึกลงใน Facebook ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเขียนบันทึกลงในสมุดของตัวเอง แล้วก็ก็เอาไปถ่ายเอกสาร แล้วเอาไปแปะไว้ตามฝาผนังบ้าน, ที่ทำงาน, บ้านเพื่อน, หรือตามบอร์ดทั่วไป ให้คนอื่นได้อ่านด้วย ใครจะได้อ่านก็ขึ้นกับว่าบันทึกนั้นอยากให้ใครอ่านบ้าง

เรื่องที่ผมบันทึกใน Facebook ส่วนใหญ๋ก็จะเป็นเรื่องทั่วๆไป ไม่มีเรื่องอะไรที่ in depth จะมีบันทึกความคิด ความรู้สึกลงไปบ้าง ก็มักจะเป็นความคิด ความรู้สึกที่เป็นกลางๆเสียมาก พวกแดดสวย ลมหนาว อากาศร้อน เล่นกีฬาเหนื่อย ฯลฯ เพราะผมรู้สึกว่าเรื่องอะไรที่มันน่าจะเกิด conflict แล้วบันทึกลงไปก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนอยากอ่านมันหรือเปล่า หรือถ้าคนอื่นอ่านแล้วเกิดเป็น conflict ขึ้นมาจริงๆ ผมก็ไม่อยากจะไปอภิปรายอะไรต่อ เพราะอย่างที่บอก มันเป็นเรื่องความคิด ความรู้สึก แต่ละคนมีสิ่งนี้เป็นของตัวเอง คุยกันผ่านตัวพิมพ์(ไมใช่แม้กระทั่งลายมือ) หน้าก็ไม่เห็น ตาก็ไม่ได้มอง มีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่เข้าใจกันได้ง่าย ผมก็เลยเลือกที่จะบันทึกไว้ในที่ที่เป็นส่วนตัวดีกว่า ส่วนเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากๆนั่นก็แน่นอน ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คนอื่นจะต้องรู้ และถ้าจะได้รู้ก็เอาไว้รู้ จากการรู้จักกันจริงๆดีกว่า

ผมรู้สึกว่าการเขียนบันทึกเกิดผลดีกับตัวเองอย่างหนึ่งคือ ผมได้ทบทวนความคิดของตัวเอง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สิ่งที่เข้ามากระทบชีวิต ความคิด ของตัวเองในแต่ละวัน ทบทวนว่าแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น เรารับมือกับสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีอะไร และผลมันเป็นอย่างไร เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง อย่างที่หลายคนบอกมั้งครับ ว่าสมุดบันทึกเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนกระจกที่ช่วยสะท้อนสิ่งที่เราคิดมาให้เราอีกที

ผลดีที่ผมได้จากการเขียนบันทึกอีกอย่างคือ ผลจากการจดบันทึกนั่นเอง ถ้าใครจะบอกว่าสิ่งใดที่จะสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ประวัติศาสตร์” ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและมีผลกระทบต่อผู้คนอย่างมาก ผมก็อยากเรียกการบันทึกของผมว่า มันเป็น ประวัติศาสตร์ส่วนตัว ของผมเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและถูกส่งผ่านลงไปยังสมุดบันทึกนั่นย่อมเป็นสิ่งที่ส่งผลกับผมอย่างมากในช่วงเวลานั้นแน่ๆ ทุกครั้งที่ผมได้หยับสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน มันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่ผ่านตาไป แต่มันมีเรื่องราวอยู่ด้านหลังตัวหนังสือพวกนั้นด้วย มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ เสียงสะอื้น คราบน้ำตา กลิ่นของลมฝน กลิ่นของดอกไม้ในหน้าร้อน เหล่านั้นกรุ่นอยู่ด้วย

แน่ะ ใช้ภาษาดัดจริตอีกแล้ว … อืมมมม ห้ามไม่ได้จริงๆครับ

การบันทึกลงในสมุด ต่างจากการบันทึกลงในคอมพิวเตอร์อีกอย่างคือ ต้องเขียนลงสมุด แต่ต้องพิมพ์ในคอมฯ การพิมพ์ลงคอมจะไม่สนุกเลย ถ้าต้องพิมพ์ไปแล้วต้องมองแป้นไป แต่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ยอมอดทนฝึกพิมพ์มาเรื่อยๆจนกระทั่งมันส่งผลให้ในตอนนี้

เพิ่งนึกได้ว่าก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มพิมพ์บันทึกลงในคอมพิวเตอร์ สมัยที่คอมยังมีแค่โปรแกรมจุฬา ผมก็พิมพ์บันทึกไว้ในนั้น ก่อนหน้าคอมพิวเตอร์ ผมก็เริ่มหัดพิมพ์มาจากเครื่องพิมพ์ดีดด้วย เป็นเครื่องพิมพ์ดีดของพ่อที่เห็นพ่อพิมพ์มาตั้งแต่เป็นเด็ก เห็นทุกครั้งก็รู้สึกทึ่งทุกครั้ง เพราะเวลาพ่อพิมพ์ ตาพ่อก็จะมองไปที่กระดาษที่อยู่ข้างๆเครื่องพิมพ์ดีด ส่วนมือก็พิมพ์ไปนานๆถึงจะเหลือบมามองที่กระดาษในเครื่องพิมพ์ดีดเสียที ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่อยากทำได้มั่งจริงๆ

ตอนนี้ถ้าจะให้นับจำนวนสมุดบันทึกจริงๆที่ผมเขียนคงจะนับยาก เพราะมีเล่มเล็กเล่มน้อยเยอะไปหมด แถมตอนนี้บางครั้งก็มาบันทึกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ในนี้อีกก็เลยไม่รู้จะนับยังไง แต่ถ้าจะให้เดาผมคิดว่าก็คงไม่น้อยกว่ายี่สิบเล่มได้ล่ะมั้ง มันเยอะหรือน้อยกันล่ะเนี่ย

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าในแง่จิตวิทยา การเขียนบันทึกช่วยอะไรเราได้บ้าง แต่ผมรู้สึกว่า การเขียนบันทึกทำให้เราคิดมากขึ้น ใช้ความคิดได้มากขึ้น ชีวิตจะช้าลง ได้เห็นรายละเอียดของชีวิตมากขึ้น อยู่กับสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้นานขึ้น มีเวลาทบทวนและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นได้มากขึ้น

และกลับมาเปิดมันอ่านทีไร กลิ่นหอมของแสงแดดในฤดูร้อนก็กรุ่นออกมาทุกที

…ขอนิดนึงน่า…ภาษา ใยไหม แบบนี้แหล่ะ ผมชอบ

 

kkk 4-4-2013 12-49-38 AM 461x258.bmp

Advertisements