มาเปลี่ยนเมืองไทยให้เป็นเมืองจักรยานกันเถอะ

เมื่อวานนี้ผมนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับ “เมืองจักรยานในโคเปนเฮเกน” มีบทสัมภาษณ์อันหนึ่งของคนอเมริกันที่มาจากแคลิฟอเนีย เค้าพูดว่า ตอนที่อยู่ในอเมริกา เวลาขี่จักรยานเค้ารู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็น creature อะไรซักอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งบนถนน

เค้าใช้คำว่า creature ได้เข้าถึงอารมณ์ของคนขี่จักรยานในเมืองที่ไม่ได้ออกแบบถนนเพื่อตอบสนองการใช้จักรยานเป็นอย่างมาก เวลาได้ยินคำว่า creature ก็มักจะให้ภาพของ สัตว์อะไรซักอย่างที่ไม่ใช่แค่เป็น animal แต่ต้องเป็นอะไรที่ดูประหลาดๆ ดูน่าขยะแขยง และควรอยู่ให้ห่างเข้าไว้ เลยรู้สึกว่าการใช้คำว่า เหมือนตัวเองเป็น creature ในบริบทของการขี่จักรยานในเมืองบางเมืองนี่เป็นการใช้งานที่ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ

ผมยังไม่เคยไปโคเปนเฮเกน Copenhagen เสียที ยังไม่ได้เคยมีโอกาสได้เห็นเมืองที่เป็นเมืองจักรยานด้วยตาตัวเองเลยซักครั้ง แต่ก็เห็นบ่อยๆในสารคดีที่เกี่ยวกับจักรยาน ไม่เฉพาะโคเปนเฮเกน แต่ยังมีเมืองอื่นๆเช่น โคลัมเบีย, อัมสเตอร์ดัม ที่เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า bicycle friendly

ผมรู้สึกว่าการที่จะทำให้เมืองซักเมือง ขยับตัวเองจากเมืองที่เป็น car friendly มาเป็น bicycle friendly ได้คงต้องมีความพยายามจากผู้คนที่อยู่ในเมืองค่อนข้างมาก ไม่อย่างนั้นไม่ว่าเมืองจะสร้าง ระบบมาให้เอื้ออำนวยต่อการใช้จักรยานมากเท่าไหร่ เมืองก็คงยังไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็น bicycle friendly city ได้ง่ายๆแน่ๆ

ผมเคยไปอยู่บอสตันมาระยะหนึ่ง บอกได้ด้วยประสบการณ์ของตัวเองว่า บอสตันต่างจากนิวยอร์คซิตี้ ต่างจากกรุงเทพฯ และต่างจากเชียงใหม่

ว่ากันเฉพาะเรื่องการใช้จักรยานเพื่อการเดินทางในเมืองเท่านั้นนะครับ มิติอื่นผมขอข้ามไปก่อนแล้วกัน

ในบอสตันมีเส้นทางรถไฟใต้ดินที่ค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่แทบทั้งหมด ผมสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์เลย ใช้เพียงการนั่งรถไฟใต้ดินและรถเมล์บางครั้งเท่านั้น

ที่บอกว่าบอสตันต่างจากเมืองอื่นๆที่ผมเคยเห็น เพราะว่าบอสตันมีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆอยู่หลายที่ เช่น ฮาร์เวิร์ด, เอ็มไอที, บอสตันยู, ยูบอสตัน, ทัฟท์, และคอลเลจอีกเยอะแยะ ผลที่ผมเห็นตามมาก็คือ ผมเห็นว่ามีคนหนุ่มสาวเยอะ แล้วก็เลยทำให้เมืองดูมี “พลัง” เยอะกว่าที่อื่น คนขี่จักรยานก็เลยเยอะตามไปด้วย แม้จะยังไม่ได้เป็นเมืองจักรยานก็ตาม

กระนั้นผมก็ยังได้เห็นความแตกต่างของเมืองที่อยู่ในช่วง “กำลัง” เปลี่ยนตัวเองได้

ยกตัวอย่างเช่น ในบริเวณจุดที่เป็นทางขึ้นลงของรถไฟใต้ดินจุดใหญ่ๆที่มีคนใช้บริการกันมากๆ จะมีบริการรถจักรยานให้เช่าจอดอยู่ไม่ห่างจากสถานีมากนัก เราสามารถใช้บัตรเครดิตไปรูดที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรงจุดบริการเราก็จะได้กุญแจมา เอากุญแจไปไขปลดล็อคจักรยาน แล้วก็ขี่ไปไหนๆก็ได้ในเวลาที่กำหนด (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณครึ่งชั่วโมง) แล้วก็เอาไปคืนในจุดจอดจุดอื่น ระบบก็จะจำไว้ว่าเราเอาจักรยานมาคืนแล้ว พอตอนจะใช้อีกก็ทำเหมือนเดิม ใช้จักรยานคันอื่นก็ได้ แล้วก็เอาไปคืนให้เรียบร้อยแค่นั้นเอง

อีกตัวอย่างคือการนำจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า ที่ผมเห็นคนขี่จักรยานไปที่สถานีรถไฟฟ้าแล้วก็สามารถเข็นจักรยานลงรถไฟฟ้าไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับขบวนรถ และเวลาด้วย บางขบวนสามารถใช้รถจักรยานพับได้ บางขบวนเอาขึ้นได้ในช่วงที่ไม่ใช่ prime time

อีกอย่างที่ผมเห็นความแตกต่างก็คือการให้ทางสำหรับคนที่ขี่จักรยาน ที่ในบอสตันคนขับรถจะมีแนวโน้มว่าจะให้ทางกับคนขี่จักรยานมากกว่าที่อื่น เมื่อเทียบกับ เมืองอย่างนิวยอร์คซิตี้ และแน่นอนมีทางจักรยานเฉพาะมากกว่าแน่ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ประสบการณ์จากการอยู่ในอเมริกาคือ เราสามารถขับรถไปในที่ต่างๆได้ แต่เราจะไม่ได้มีสิทธิจอดรถริมถนนได้อย่างอิสระ โดยไม่สนใจกฎระเบียบอย่างที่เราสามารถทำได้ในเมืองไทย

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพซักอัน อย่างเช่น ถ้าผมกำลังขับรถอยู่ในเมืองอย่างเช่นบอสตัน หรือนิวยอร์คซิตี้ แล้วผมรู้สึกอยากกินกาแฟขึ้นมา ผมมองเห็นร้านกาแฟอยู่ข้างหน้า ผมจะไม่สามารถขับไปแล้วก็หาที่ว่างๆ แล้วจอดเปิดไฟกระพริบ “หน้าร้าน” เหมือนที่ในเมืองไทยทำกัน เพราะถ้าผมต้องการจะจอดรถ ผมต้องขับรถเลยไปจนกระทั่งเจอที่จอด หรือไม่ก็ต้องขับเข้าไปในอาคารจอดรถเพื่อจอด เท่านั้นเอง ไม่มีออฟชั่นอื่น จอดเสร็จแล้วก็ต้อง “เดิน” กลับไปเพื่อซื้อกาแฟร้านที่ต้องการ

ผมเคยมีเพื่อนฝรั่งที่มาจากยุโรป ไปที่เมืองไทยถามผมว่า “ทำไมคนไทยไม่ชอบเดิน ชอบขับรถไปทุกที่ แค่ใกล้ๆก็ยังต้องขับรถ”

จำได้เลยว่าตอนนั้นรู้สึกเคืองๆ เพราะตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน อากาศร้อน ผมแค่รู้สึกว่าขับรถไปก็ดีนี่ เปิดแอร์แล้วก็เย็นดี จะบ่นทำไม แต่พอเอาเข้าจริงขับรถไปถึงที่หมาย(ซึ่งก็อยู่ในระยะที่เดินได้) แอร์มันก็ยังไม่ทันเย็นอยู่ดี

มาอยู่อเมริกาถึงได้เข้าใจว่า จริงๆแล้วเราติดนิสัย “หลังติดเบาะ” ไปแล้ว ติดความสบาย ติดความง่าย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันง่ายเพราะเรามักง่ายมากกว่า เราเคยชินกับการที่เราสามารถขับรถจากจุดเอ ไปจุดบี ได้โดยที่ไม่ต้องเดินเกินร้อยเมตร โดยที่ไม่เคยคิดว่าเราใช้พลังงานไปมากเท่าไหร่ เพิ่มจำนวนรถบนถนนเข้าไปให้มันติดมากขึ้น แล้วก็บ่นว่า “รถทำไมมันติดนัก”

อย่างที่บอกว่าผมยังไม่เคยไปยุโรปซักที เท่าที่เห็นในอเมริกา(เฉพาะเมืองใหญ่) คนเค้าเดินกันเยอะ เดินจากบ้านไปขึ้นรถไฟฟ้า เดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปที่ทำงาน เดินจากที่จอดรถไปร้านอาหาร ไปซื้อของ แต่ก็คงยังเทียบไม่ได้กับในยุโรป

กลับมาที่เรื่องเมืองจักรยานกันต่อ

นอกจากสารคดีเมืองจักรยานในโคเปนเฮเกนแล้ว ผมยังได้ดูเรื่องเกี่ยวกับเมืองจักรยานในโคลัมเบียอีกด้วย

ครั้งแรกที่ได้ยินว่า โคลัมเบีย เป็นเมืองจักรยานที่ติดอันดับของโลกเนี่ย ตอนนั้นช็อคมาก เพราะรู้สึกว่า เมืองที่จะมีศักยภาพเป็นเมืองจักรยานได้มันต้องอยู่ในยุโรปเท่านั้น โคลัมเบียก็เป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนี่หน่า แปลกใจจนต้องไปค้นข้อมูลเลยทีเดียว พบว่า โคลัมเบียมี จีดีพี อยู่ในอันดับที่เจ็ดสิบกว่า ในขณะที่ไทยอยู่อันดับที่เก้าสิบกว่า ไม่ได้ต่างกันมากในแง่เศรษฐกิจ ดังนั้น เรื่องความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมันก็ไม่น่าจะมีผลมากนักที่จะทำให้เมืองซักเมืองเปลี่ยนไปเป็นเมืองจักรยานได้ ถ้าโคลัมเบียทำได้เมืองไทยก็น่าจะมีหวัง

ในสารคดีบอกว่าโคลัมเบียสร้างโครงข่ายจักรยานได้ยาวรวมกันถึงสามร้อยกว่ากิโลเมตร สามารถทำให้คนที่เคยใช้จักรยานเพียงห้าเปอร์เซ็นต์สามารถเพิ่มได้ถึงยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ เส้นทางจักรยานในโคลัมเบียก็มีทั้งที่ดูสวยงามดี และที่ที่ดูระเกะระกะ ต่างจากเส้นทางจักรยานในยุโรปที่ดูสวยงาม ปลอดภัยกว่ามาก มีทั้งระบบไฟจราจร ทางข้าม สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ

มาถึงตรงนี้แล้วผมคงไม่ต้องเขียนบอกแล้วว่าขี่จักรยานดีอย่างไร ผมว่าทุกคนคงรู้อยู่แล้วแหล่ะ แต่เอาเหอะ ขอบอกซ้ำอีกทีแล้วกัน

เราขี่จักรยาน สุขภาพเราจะดีขึ้น หมอบอกว่าให้เราออกกำลังกายอาทิตย์ละอย่างน้อยสามครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อหัวใจเราทำงานได้ดี ถ้าเราได้ขี่จักรยานก็เป็นการออกกำลังกายได้ดีเหมือนกัน สนุกด้วย

เราขี่จักรยาน เราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมัน มีคนบอกไว้ว่า จักรยานเป็นพาหนะที่ทำร้ายโลกน้อยที่สุด เราไม่ได้ใช้พลังงานจากโลกเลย เราใช้พลังงานของเราเองล้วนๆในการพาตัวเองจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

เราขี่จักรยาน เราได้มองเห็นอะไรสองข้างทางได้ชัดขึ้น ละเอียดขึ้น เพราะเราไปได้ช้าลง เราต้องใช้ตามอง หูฟัง เพื่อให้เราบังคับจักรยานไปข้างหน้าได้ เราจะใจเย็นมากขึ้น เพราะเราไปเร็วได้ที่ขาเรามีแรงปั่น เราใจร้อนมากกว่านั้นไม่ได้ เมื่อเราโดนจักรยานคันอื่นตัดหน้า เราจะมองเห็นหน้าคนปั่นได้ชัด เห็นโดยไม่ผ่านกระจกหน้ารถ เราจะรู้ว่าเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน ความยับยั้งชั่งใจเราจะมีมากขึ้น ผมยังไม่เคยเห็นคนปั่นจักรยานต่อยกันเพราะโดนปาดหน้าซักที

เราขี่จักรยาน เราจะทำให้เมืองที่เคยมีแต่รถยนต์ มีรถบนถนนน้อยลง เมืองที่เราเคยบอกว่ามันไม่น่าอยู่ รถติด มันจะน่าอยู่มากขึ้น น่าเดินมากขึ้น อากาศที่เคยร้อนก็จะร้อนน้อยลง เพราะความร้อนจากเครื่องยนต์น้อยลง

เราขี่จักรยาน เราจะทำให้บ้านเมืองเกิดร้านค้าเล็กๆที่น่ารักมากขึ้น เพราะเราสามารถจอดจักรยานแวะซื้อของในร้านขายของเล็กๆได้ง่ายขึ้น แทนที่เราจะต้องขับรถไปห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆทุกครั้งที่เราต้องการซื้อของ เราจะได้เห็นการกลับมาของร้านขายอาหารที่สวยงามบริการคนได้โดยไม่ต้องเร่งรีบเพราะจอดรถไว้ในที่ห้ามจอด เราจะสามารถเปลี่ยนความเป็นเมืองไปในรูปแบบที่น่าอยู่มากขึ้น

ท้ายที่สุดนี้ผมคิดว่าถ้าใครที่ปั่นจักรยานอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากไปอีก เพราะคุณก็รู้อยู่แล้วว่าปั่นจักรยานแล้วมันดียังไง และคุณอยากให้เมืองไทยเปลี่ยนเป็นเมืองจักรยานมากแค่ไหน สำหรับคนที่ไม่ได้ปั่นจักรยาน ผมชวนเลยครับ เริ่มปั่นเลย ผมมั่นใจว่าคุณจะเห็นข้อดีของการปั่นจักรยาน และข้อดีของการที่จะให้เมืองไทยเปลี่ยนเป็นเมืองจักรยานด้วยตัวของคุณเอง และคุณจะเห็นว่าเหตุผลที่ผมเล่ามาทั้งหมดมันไม่ได้โม้

ท้ายสุด สุดท้าย ฝากสารคดีเมืองจักรยาน ไว้ดูกันละกันครับ มีคอมเม้นท์หนึ่งบอกว่า “ดูแล้ว เกิดแรงบันดาลใจมากๆ” ผมดูแล้วก็คิดว่า ทำไมเมืองมันน่าอยู่อย่างนี้(วะ)

http://www.streetfilms.org/cycling-copenhagen-through-north-american-eyes/

ริมถนนที่ระบุว่าเป็น bike friendly route ใน Houston, TX
ริมถนนที่ระบุว่าเป็น bike friendly route ใน Houston, TX
Advertisements