สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนนี้ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง สวรรค์บ้านนา

หนังที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ออกฉาย(ถ้าเคยฉายนะครับ ผมไม่มีข้อมูลเลย)เมื่อปี 2009

ผมไม่เคยรู้จักผู้กำกับมาก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จนผมสงสัยว่าตัวเองไปอยู่ที่ไหนมา

หนังถูกกำกับและถ่ายภาพและอีกหลายส่วน โดย Uruphong Raksasad "อุรุพงศ์ รักษาสัตย์"

สวรรค์บ้านนาได้รับรางวัลดังต่อไปนี้

รางวัลที่ 1 Audience Award เทศกาลหนังเอเชียนฮ็อตชอร์ต,

รางวัล Special Mention ของ Netpac ที่ร็อตเตอดัม,

รางวัล Special Mention เทศกาลหนังเอเชียที่บาร์เซโลน่า,

รางวัลสเปเชียลจูรี่ไพรซ์ เทศกาลหนังสารคดีมิลเลนเนียม เบลเยี่ยม,

รางวัล Netpac เทศกาลหนังบริสเบน,

รางวัล “ยูเนสโก อวอร์ด” ในการประกวดรางวัลภาพยนตร์แห่งเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี2552 ฯ

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง ฯ

และล่าสุดกับรางวัลถ่ายภาพและผู้กำกับยอดเยี่ยมเวทีสุพรรณหงส์

ที่มา http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?newsID=9540000030457

ถ้าคุณอยากจะดูมันให้จบก่อน ก็ไปดูกันที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ เดี๋ยวค่อยมาคุยกันก็ได้

ช่วงแรก http://www.youtube.com/watch?v=T_PJUkjRBPs

ช่วงที่สอง http://www.youtube.com/watch?v=P8_XYvkAsGg

ผมเปิดเจอหนังเรื่องนี้โดยบังเอิญ ในใจตอนที่เห็นรูปตัวอย่างหนังก็คิดแค่ว่าคงเป็นหนังทุนต่ำ อาร์ทๆ ดูยากๆ ทั่วๆไปนั่นแหล่ะ

ตอนนั้นแค่คิดอยากจะเปิดหนังแล้วเอาเสียงเป็นเพื่อนตอนทำกับข้าว ล้างจาน ก็แค่นั้น

จากบรรทัดนี้ไป ผมจะพูดถึงเนื้อเรื่องของหนังนะครับ ถ้าใครอยากดูก่อนก็ไปดูตามลิงค์นะครับ

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ตอนหนังเปิดตัว แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ที่บริเวณก่อสร้าง หนังแช่ภาพอยู่อย่างนั้นนานมาก จนผมเริ่มรู้สึกว่า เจอหนังน่าเบื่อเข้าให้อีกแล้ว

หนังอาร์ทหลายเรื่องชอบทำแบบนั้น ส่วนตัวผม ถ้ามันนานแล้วมันไม่ได้บอกอะไร ไม่ได้ทำให้ผมต้องคิดอะไร ผมมักรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ

สงสัยผมจะโชคดี ที่ผมตั้งใจจะเปิดเพื่อเป็นเพื่อนไปเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะนั่งดูจริงๆจังๆ หนังก็เลยเล่นไปเรื่อยๆของมัน

ตอนแรกคิดว่าเป็นภาษาอีสาน ทั้งๆที่พอจะเข้าใจและคุ้นเคยกับภาษาเหนืออยู่พอสมควร แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่ซักพักเลย ถึงได้มั่นใจว่าเป็นภาษาเหนือ

จากที่คิดว่าเปิดไว้เอาเสียงเป็นเพื่อน ผมตัดสินใจลงนั่งดูจริงๆ

กลายเป็นหนังเงียบๆที่ดูสนุก

จากความเห็นในยูทูปที่บอกว่าเป็นหนังเสียดสี ตอนขณะที่ดูผมไม่ได้รู้สึกว่าเค้าเสียดสีขนาดนั้น จนผมรู้สึกได้

สิ่งที่ผมรู้สึก ก็แค่ อยากเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะรู้สึกว่าชีวิตที่มันอยู่ในหนัง มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง

ไม่ต้องมีบท ซึ่งจริงๆอาจจะมี ผมก็ไม่รู้ แต่ก็ทำให้ผมต้องพยายามติดตามอยู่ตลอด

ไม่ต้องมีเพลงประกอบ มีแต่เสียงที่เกิดขึ้นจริงๆในโลก เสียงแมลง เสียงรถ เสียงลม ไม่เคยรู้มาก่อนว่า เสียงพวกนี้ก็ทำให้คิดตามหนังไปได้ไม่แพ้กับเสียงเพลงเหมือนกัน

เหมือนคนทำหนัง เข้าไปฝังตัวอยู่ในนั้นจนกลมกลืน

ผมรู้สึกตลอดว่ามีคนทำหนังเข้าไปอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่เห็นนักแสดง (ถ้าพวกเค้าเป็นนักแสดง) หันมามองกล้องเลยซักช็อท

มันสมจริง เสียจนไม่เหมือนว่าเป็นหนัง แต่ทุกอย่างมันก็เป็นความจริงที่เจ็บ จนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง

ฉากหนึ่งที่ผมจำได้คือ ฉากนักแสดงเข้าไปนั่งอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มการเมืองสีหนึ่ง จะสีอะไรมันไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม

สิ่งที่ผมรู้สึกจากฉากนี้คือ นักการเมืองกับคนที่เป็นชาวบ้าน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอะไรกันเลย

ความสัมพันธ์อย่างเดียวคือชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการขึ้นสู่อำนาจของนักการเมือง แค่นั้นเองจริงๆ

ทั้งเรื่องที่นักการเมืองพูด สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่หลังจากนั้น แทบไมได้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านทั้งสิ้น

นี่คือสิ่งที่ผมได้จากฉากนี้

อีกอย่างที่ผมรู้สึกชอบคือหนังไม่ได้ใส่ฉากเลิฟซีนเข้ามา แบบที่มันไม่ได้จำเป็นต้องใส่

เลิฟซีนเท่าที่ผมคิดว่ามันมี ก็คงเป็นฉากในมุ้งของพ่อแม่ลูก พ่อบอกว่าจะลงไปผูกควาย ลูกนอนเล่นอยู่กับพ่ออยู่บอกว่าไม่ให้ไป เกาะแขนพ่อไว้ แม่นอนยิ้ม

แค่นั้นเอง แต่ผมรู้สึกว่าเป็นเลิฟซีนที่ดูลื่นดีจริง

อีกหนึ่งอย่างคือ หนังไม่ได้ตัดสินอะไรลงไป หนังไม่ได้นำเสนอเหมือนพยายามขายของ หรืออาร์ทจนไม่รู้ว่าอยากจะบอกอะไร

ในบริบทของผมที่เป็นผู้ชายอายุสามสิบกว่า ลูกข้าราชการครอบครัวคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มีการศึกษาระดับปริญญา

ผมคิดว่าหนังได้ให้ความจริงของชีวิตชาวนาที่ผมก็พอจะรู้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปสนใจกับมันมากเท่าไหร่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา

เวลาที่เห็นคนงานมาทำงานก่อสร้าง ก็มองว่าเป็นคนงาน เวลาเห็นชาวนา ก็มองแค่ว่าเป็นชาวนา เวลาได้ยินคนงานบอกว่าต้องหยุดงานก่อนเพราะต้องกลับไปทำนา ความคิดมันก็หยุดอยู่แค่นั้น ตอนนั้นมันไม่ได้เชื่อมโยงกันขนาดนี้

หนังทำให้ผมได้มองเห็นว่าทั้งหมดมันเชื่อมโยงกัน

การศึกษา, สภาพเศรษฐกิจ, การเมือง, ความเชื่อ, ค่านิยม

ผมรู้สึกว่าคนที่ไม่ได้เคยเกี่ยวข้องจริงๆจังๆกับการทำนา มองการทำนา มองการมีชีวิตใกล้ชีวิตกับธรรมชาติเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง โรแมนติก มากกว่าจะมองว่ามัน สมจริง

เหมือนกับมองเห็นแต่การได้นั่งดูทุ่งนาเขียวๆ รวงข้าวปลิวล้อลมไสว อะไรแบบนั้น แต่มันมีภาพจริงที่อยู่เบื้องหลังอีกหลายภาพ และมันไมได้โรแมนติกเท่าไหร่

เท่าที่ผมเห็นในหนังก็อย่างเช่น ฉากชั่งข้าว แล้วแบ่งเงินกัน, ฉากฝึกควายให้ไถนา, ฉากยิงหมามากิน

เป็นฉากที่เป็นเรื่องจริง ที่ผมรู้สึกว่าหนังไม่ได้ยัดเยียด ไม่ได้ประชดประชัน

แต่ผมในฐานะคนดูรับรู้ และรู้สึกว่ามันประชดประชัน

เด็ดมั้ยล่ะครับ

ระหว่างที่ดูสวรรค์บ้านนา ผมพยายามจะคิด ว่าหนังแบบนี้มันเหมือนเรื่องอะไรที่ผมเคยดู แล้วก็นึกออก

"Final score" ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์

เป็นภาคอีกภาค คราวนี้ตามติดชีวิตคนธรรมดา คนที่คนดูหนังไม่น่าจะรู้จักมากเท่าไหร่

ถ้ายังไม่ได้ดูก็ไปดูกันนะครับ ถ้าดูแล้วก็มาคุยกันนะครับว่าคิดกันยังไง กับประเด็นที่อยู่ในหนัง กับเรื่องตัวหนังเอง หรือเรื่องอื่นๆที่คุณๆได้จากสวรรค์บ้านนา

//////////////////////////////////////////////////////////////

มีแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวรรค์บ้านนา ไปอ่านได้ครับ

http://movies.nytimes.com/2011/06/10/movies/agrarian-utopia-by-uruphong-raksasad-review.html?_r=0

http://www.imdb.com/title/tt1459960/

Advertisements