เขาไปที่บ้านริมน้ำนั่นอีกครั้ง

แต่มันเป็นการไปในฝัน เพราะความเป็นจริง บ้านริมน้ำแห่งนั้นมันไม่เคยมีอยู่จริง

เขาเห็นตัวเองนั่งอยู่ที่เก้าอี้ม้าหิน ข้างๆทางเดิน ที่ทอดตัวเองไปตามแนวแม่น้ำ

ทางเดินปูนที่ไม่ได้กว้างมาก กว้างพอที่คนสองคนจะเดินไปข้างๆกันได้และก็พอให้มีที่เหลือเพื่อคนเดินสวนทางมาโดยไม่ต้องหลบ

เก้าอี้ที่เขานั่ง ถูกวางอยู่ตรงที่ว่างที่เว้นเข้ามาจากทางเดิน

ถัดขึ้นไปก็เป็นทางเดินอีกทางที่ใช้สัญจรไปมาของคนที่อาศัยอยู่ในบ้านแถบนั้น

บ้านริมน้ำที่พูดถึงก็อยู่ติดขึ้นไปกับทางเดินนั้น ใกล้พอที่เขาจะได้ยินเสียงคนในบ้าน

ในฝันวันนั้นเป็นตอนเที่ยงวัน แม้แดดจะแรง แต่อากาศไม่ได้ร้อนมาก

เก้าอี้ตัวที่เขานั่งก็มีเงาจากต้นไม้ใหญ่ทอดลงมา ให้ได้รับลมแม่น้ำเย็นสบาย

เขามองขึ้นไป เห็นคนเดินไปมาบนทางเดินระหว่างบ้านแต่ละหลัง

เขาเห็นลูกสาวคนรองของบ้านนั้น ใสชุดสูทกับกระโปรง กำลังเดินออกจากบ้านไปทำงาน เขาได้ยินเสียงคุยถึงการเดินทางไปต่างจังหวัด

เขาเห็นพี่ชายคนโตของบ้าน อุ้มลูกเล็กๆเดินออกจากบ้านไป

เวลาในฝันผ่านไปซักพัก

อยู่ดีๆเก้าอี้ม้าหินที่เขานั่ง ก็กลายเป็นเก้าอี้ไม้ และตอนนี้มันไปอยู่ที่ระเบียงบ้านหลังนั้นแล้ว!

เขาแสร้งทำเป็นนั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง เหมือนกับตัวเองเป็นแค่คนผ่านทาง

ทั้งๆที่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้บนระเบียงบ้านนั้น

ทำเหมือนตัวเองเป็นแค่คนที่เดินผ่านมา หาเก้าอี้นั่งพัก

เหมือนเก้าอี้ม้าหินนั้นมันอยู่ที่ริมทางเดิน ทั้งๆที่ตอนนี้มันลอยขึ้นมากลายเป็นเก้าอี้ไม้ วางอยู่บนระเบียงบ้านแล้วแท้ๆ

เขารู้ว่าทำไมเขาถึงต้องไปที่บ้านริมน้ำแห่งนั้น

เขาอยากพบเธอ

ระหว่างที่เขานั่งอ่านหนังสือ ตาที่จ้องอยู่ที่ตัวหนังสือ แต่ประสาทรับรู้ทั้งหมดกลับไปอยู่ที่เสียงของคนในบ้าน

เขาได้ยินเสียงพ่อของเธอ คนที่เขากลัวที่จะพบแบบซึ่งหน้ามาตลอด

เขาเห็นพ่อของเธอเดินอยู่ในบ้าน เขายังคงนั่งอ่านหนังสือต่อไป เขารู้ว่าพ่อของเธอก็มองเห็นเขา แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจเขาเหมือนกัน

วันนั้นพ่อของเธอดูหน้าตาแจ่มใส ดูเหมือนน้ำหนักจะลดลงเล็กน้อยจากที่เขาเคยเห็น

พ่อของเธอสวมกางเกงสีครีมขายาว สวมเสื้ัอโปโลสีฟ้าพาสเทล ยิ้มแย้มทักทายทุกคนในบ้าน

ถามถึงเรื่องการเดินทางของลูกชายคนโต ถามเรื่องงานของลูกสาวคนรอง คุยเรื่องสัพเพเหระกับลูกสาวคนรองสุดท้องอีกคน

และเขาได้ยินเสียงของเธอ ลูกสาวคนเล็กของบ้าน ดังอยู่แว่วๆจากชั้นบน

ลมแม่น้ำยังพัดมาเอื่อยๆ เวลาในฝันผ่านไปอีกซักพัก

อยู่ๆ เด็กทำงานบ้านก็ยกน้ำมาให้เขาดื่ม มันวางอยู่บนถาดที่ถูกยื่นมาให้เขา

เขารีบปฎิเสธไปด้วยความตกใจ

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” ในใจเขาคิดว่า “เราทำอะไรผิดสังเกตุหรือเปล่า”

เด็กรับใช้ถือถาดแก้วน้ำเดินกลับไป

พ่อของเธอมองออกมาที่เขา จากในบ้าน

เวลาในฝันผ่านไปอีกซักพัก แดดข้างนอกยังสดใส ไอระยิบส่องแสงสะท้อนวิบวับมาจากแม่น้ำ

เด็กทำงานบ้านถือถาดมาหาเขาอีกครั้ง คราวนี้เป็นกล่องพลาสติกใส ข้างในเป็นห่อฟรอยสีเงินสองห่อ

“คุณ..ให้เอาแซนด์วิชมาให้ค่ะ” เด็กทำงานบ้านพูดชื่อเธอ

เขารับกล่องพลาสติกนั้นมาวางไว้บนโต๊ะ เขาหยิบห่อสีเงินอันบนขึ้นมา มองเห็นข้อความที่เขียนอยู่บนห่อชิ้นที่อยู่ข้างใต้

“กินซะนะ จะได้หายหิว รอแป๊บนึง” ข้อความบนห่อเขียนไว้อย่างนั้น

พ่อของเธอ ยังคงมองมาที่เขาจากในบ้าน

เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นเธอแอบโผล่หน้ามาจากบันไดชั้นบน โบกมือให้เขา

เขาแอบยิ้มตอบกลับไป

หันไปเห็นพ่อของเธอยังคงมองมาที่เขาเหมือนเดิม

พ่อของเธอเดินออกมาหาเขาจากในบ้าน

เขารีบเก็บห่อแซนวิชคืนลงกล่อง

“กินซะสิ ไม่ต้องเกรงใจหรอก” พ่อของเธอพูดกับเขา

น้ำเสียงที่เขาได้ยิน เป็นน้ำเสียงใจดีที่เหนือความคาดคิดของเขาไปมาก

เป็นน้ำเสียงที่ทำให้เขาคลายความรู้สึกตื่นกลัวกับการต้องพบหน้าพ่อของเธอลงไปมาก

เขาเห็นรอยยิ้มจากพ่อของเธอด้วย

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เราเคยเจอกันมาก่อนแล้วไม่ใช่เรอะ”

“คะ ครับ”

“ไปเรียก…ลงมาเถอะ แล้วนี่จะออกไปไหนกันล่ะ”

เขาเงยหน้า เห็นเธอค่อยๆเดินยิ้มแย้มลงจากบันไดมาหาเขา

ความฝันของเขาจบลงแค่ตรงนั้น

เขาตื่นขึ้น แต่ยังนอนหลับตาอยู่อย่างนั้น นึกทบทวนเรื่องราวในฝันที่เพิ่งผ่านไป

เวลาผ่านไปซักพัก เขาลืมตา ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน

มองออกไปจากบ้านไม้หลังเล็ก มองผ่านเงาไหวๆดำๆของใบไม้

แสงวิบวิบบนน้ำสะท้อนให้เขาเห็น

มันเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน

เขายืนมองสายน้ำไหลไปอยู่อย่างนั้นในความเงียบ

เขาหวังว่าเธอจะมองเห็นแม่น้ำสายนี้เหมือนกัน

จากบ้านริมน้ำที่ไหนซักแห่ง

…………………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

Advertisements