เก็บของในบ้าน เจอสมุดโน๊ตที่จดสารพัดไว้ในนั้น เจอบันทึกนี้อยู่ในนั้น ยังเขียนไม่จบ แต่อยากเอามาให้อ่านกัน ดังนี้…

———————————————————————————————————-

“ความสุขเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความทุกข์เท่าไหร่ก็เกินพอ”

ตอนนี้ ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ เป็นเวลาเช้ามืด ฟ้านอกหน้าต่างเริ่มมีแสงจางๆ ฝนที่ตกมาตลอดคืนก็ยังไม่ทิ้งเม็ด เสียงน้ำฝนจากชายคาที่ตกลงบนพื้นหญ้าฉ่ำน้ำยังแว่วมาให้ได้ยิน

ลมเย็นพัดพาตัวเองเข้ามาให้ผมรู้สึก ไม่เย็นจนหนาว แต่ก็ไม่ถึงกับอุ่นสบาย ผมต้องใส่เสื้อกันหนาว

ผมเลือกเปิดเพลงเบาๆจากสถานีวิทยุออนไลน์ เสียงดนตรีดังผ่านลำโพงเล็กๆที่วางอยู่บนชั้น เพลงแจ๊สเบาๆกับกาแฟดำอุ่น กลิ่นหอมพอดี และเช้าวันธรรมดา

ชีวิตช่วงนี้ของผมมีปัจจัยหลายอย่าง ที่ประกอบกัน และทำให้ผม (หรือผมทำให้มันเป็น) ไม่ต้องออกจากบ้านไปทำงานตอนเช้า และกลับถึงบ้านในตอนเย็น แต่ก็ยังพอมีรายได้เล็กๆน้อยๆให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประหยัด ผมก็เลยมีเวลาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือมากขึ้นกว่าเดิม

ที่เขียนมาตั้งหลายย่อหน้าข้างบน ก็เพราะอยากจะเล่าให้คุณฟังว่า ชีวิตผมก็น่าจะมีความสุขดีอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว

เวลามีความสุข บางทีผมยังรู้สึกว่าความสุขที่มีนั้นยังน้อยไปนิด อยากมีมันเพิ่มขึ้นอีก

หรือเวลาที่มีความทุกข์ ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ ทั้งสองสถานการณ์ในชีวิต หากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็มักทำให้สิ่งหนึ่งที่อยู่ข้างใน ถูกมองข้ามไป สิ่งนั้นผู้คนเรียกมันว่า “สติ”

ใช่ครับ ผมก็รู้สึกมีความสุขดีอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นไปตามข้อสังเกตุของตัวเองอย่างที่เขียนไว้ตอนต้นนั่นล่ะครับว่า ความสุขที่มีมันยังไม่พอ ยังอยากมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก ซักนิดซักหน่อย

บางครั้งบางคราว ที่ผมมองดูเจ้าลำโพงตัวเล็กกระจ้อย ผมก็อยากมีชุดเครื่องเสียงดีๆ เอามาตั้งไว้ในห้องนั่งเล่น จะได้สามารถฟังเพลงแจ๊สบ้าง บลูส์บ้าง อย่างที่ชอบ ได้แบบชัดเจน ชนิดทุกตัวโน๊ตในเพลง แทนลำโพงเล็กๆราคาสี่ร้อยบาท ที่ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าริมถนน

บางครั้งบางคราวผมก็อยากมีคอมพิวเตอร์มือถือเครื่องใหม่รุ่นล่าสุด ที่บรรจุเทคโนโลยีทุกอย่างไว้ เพื่อเอามาใช้อ่านข่าว ดูหนัง และฟังเพลง แทนคอมพิวเตอร์มือถือขนาดเท่าฝ่ามือเครื่องเดิมที่ใช้อยู่ทุกวัน

มีอีกเยอะแยะมากมาย เกินจะบอกได้หมดครับ ที่ผมรู้สึกต้องการมากขึ้น และมากขึ้น

ราวกับว่า เมื่อลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ผ่านตัวผม แล้วพัดออกไป มันไม่ได้พัดออกไปเฉยๆ แต่สติที่มีอยู่ มันหลุดลอยตามออกไปด้วย

สบายแล้วก็อยากสบายมากขึ้น สุขแล้วก็อยากสุขมากขึ้น สะดวกแล้วก็อยากสะดวกมากขึ้น เร็วแล้วก็อยากเร็วขึ้น ง่ายแล้วก็อยากง่ายขึ้น ผมถามตัวเองว่า ตรงไหนล่ะถึงจะเรียกว่า “พอ”

ผมลุกไปรินกาแฟเติมลงแก้ว ควันสีขาวลอยกระจายขึ้นจากแก้วเซรามิคสีน้ำเงิน ผมกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม แก้วกาแฟถูกวางไว้บนโต๊ะ ไอร้อนสีขาวกระจายอยู่รอบๆขอบแก้วบนพื้นโต๊ะ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างที่ต้นสนข้างบ้าน พื้นญ้าเขียวชุ่มน้ำ พลางนึกถึงคำตอบ

ผมลองแยกสิ่งอื่นออกไปจากชีวิต จากร่างกาย จากจิตใจ จากความคิด แยกทุกอย่างออกเป็นชิ้นเล็กๆ …

———————————————————————————————————-

บันทึกจบลงแค่นั้น ผมพยายามเปิดหาดูหน้าอื่นๆว่า เอาไปเขียนต่อไว้ตรงไหนหรือเปล่า แต่ก็ไม่เจอ

ใจจริงผมก็อยากเขียนต่อจากนั้น แต่บรรยากาศในบันทึก กับบรรยากาศตอนนี้ มันต่อกันไม่ได้จริงๆ เอาไว้ถ้าเขียนต่อได้เมื่อไหร่จะเอามาให้อ่านอีกทีละกัน

Advertisements