เราเข้าโรงเรียน เพื่อเรียนรู้ ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์บนโลก ทั้งที่มองเห็นด้วยตา และได้ยินเข้าหู แต่พอเราออกจากโรงเรียน เรากลับถูกห้าม ตั้งคำถามกับข้อสงสัยของเรา

ตั้งแต่เป็นเด็ก เราถูกฝึกให้เรียนรู้ที่จะพูดเมื่อเราอยากแสดงความคิดเห็น เราถูกฝึกให้ตั้งคำถามเมื่อเรามีข้อสงสัย แต่พอเราโตขึ้น ผู้คนบอกเราว่า อย่าทำอย่างนั้น “มันไม่ดี”

แต่เราก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเพราะอะไร

เรามองเห็นผู้คนเดินกันไปทางหนึ่ง เราตั้งคำถามว่าทางที่คนเดินกัน มันพาเราไปที่ไหน แต่เมื่อเราขยับริมฝีปากเผยอขึ้นเพื่อเริ่มถาม ใครๆหันมาบอกเราว่า ให้เชื่อในปรากฏการณ์นั้นเถอะ อย่าตั้งคำถามเลย

ระหว่างทางที่เราเดินตามกันไป มีคนหลายคนดื้อรั้นที่จะถาม และเอ่ยปากแสดงความเห็น คนที่กำลังเดินตามกันไป หันมาเห็นและสะกิดให้ดูและฟัง สิ่งที่คนตั้งคำถามและแสดงความเห็นได้รับ คือการถูกกันออกไป และบอกว่า เราไม่ใช่พวกเดียวกันอีกต่อไปแล้ว

เราเห็นคนถูกกันออกมามากขึ้นทุกวัน ทุกวัน จากสิบคน เป็นร้อยคน จากร้อยคน เป็นพันคน ตอนนี้มีคนมากมายที่ถูกกันออกไป แค่เพราะอยากรู้ อยากถาม และอยากบอก ในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

หลายคนที่ถูกกันออกไป เคยเป็นคนรัก เคยเป็นญาติ เคยเป็นเพื่อนที่เคยกอดคอรักใคร่กันมา บ้างถูกทิ้งไว้ข้างทาง บ้างถูกผลักไสให้ออกไปเสียจากที่นี่เพราะไม่ยอม ที่จะเดินตามกันไปเงียบ เงียบ แบบไม่ตั้งคำถาม แบบไม่มีข้อสงสัย

เราตีตราคนที่ถูกกันออกไป ด้วยคำพูดรุนแรง ด้วยความหมายที่น่ากลัว จนเหมือนกับว่า เราจะไม่มีวันกลับมาเป็น ครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นคนรัก กันได้อีกต่อไปแล้ว

เราเห็นคนทำดี เราถูกสอนว่าให้ทำดีเหมือนเขา เราเห็นคนทำเลว เราถูกสอนว่าอย่าทำตามอย่างนั้น แต่บางทีความอยากรู้คำตอบในตัวมันก็กระโดดเต้นอยู่ตลอด พร้อมทั้งตะโกนร้องว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

เราพร้อมจะยอมรับสิ่งที่เราอยากได้ยิน แต่เราไม่พร้อมที่จะยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อซักถาม หรือการแสวงหาคำตอบ เรายอมรับฟังคนที่คิดเหมือนเรา แต่เรายื่นแขนกันคนที่คิดต่างไป ให้อยู่ห่างจากเรา เราอยากฟังแต่สิ่งที่เหมือนใจเรา เราไม่อยากฟังสิ่งที่แปร่งปร่าไปจากใจเรา

บางครั้งเราเห็นบางอย่างไม่ชอบมาพากล เราเห็นบางคนร้องทัก บอกว่ามันอาจไม่ถูกต้องนัก อาจมีทางใหม่ให้เลือกทำ แต่หลายคนบอกว่า มันเป็นอย่างนั้นแหล่ะ อย่าตั้งคำถามให้เหนื่อยเลย เดินตามกันไป อยู่ร่วมกันไปแบบนี้นั่นแหล่ะ ดีแล้ว

เราสงสัย ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เชื่อใจ แต่เพราะอะไรมันไม่ชัด ที่เราอยากถาม ไม่ได้แปลว่าเราแกล้งโง่ ก็แค่เพราะเราอยากรู้ หรือที่เราอยากพูด ก็ไม่ได้แปลว่าจะดูถูก แต่เพราะเราจะได้เข้าใจกัน

เมื่อตาของเราปิด เราจะมองไม่เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบชัดๆ

เมื่อหูของเราถูกปิด เราจะไม่อาจได้ยินเสียงของความหวังดีจากคนรอบข้าง

เมื่อใจของเราปิด เราจะไม่อาจรู้สึกถึงความรักจากคนรอบข้าง

และเมื่อปากของเราถูกปิด เราจะไม่อาจสื่อสารกันได้

ให้เราเข้าใจกัน

Advertisements