ตอนจะสอบเข้ามาเป็นครู ผมจำไม่ได้แน่ๆว่าตัวเองใช้เหตุผลอะไร เท่าที่จำได้ก็แค่มันเป็นสิ่งที่เรียนมาสี่ปี แล้วก็ “รู้อยู่แล้วว่าทำได้แน่ๆ” อีกเพราะเห็นชีวิตของครูมาตั้งแต่เด็ก พ่อก็ครู แม่ก็ครู ปิดเทอมตอนเด็กก็ไปวิ่งเล่นอยู่ในวิทยาลัยครู ระหว่างที่รอแม่ไปสอน ในบ้านมีแต่หนังสือ หลักสูตร, วิธีสอน, การศึกษา เต็มไปหมด

นึกถึงตอนตัวเองเรียนปริญญาตรี ด้วยเพราะไม่อยากเรียนครู อยากเป็นคนวาดรูป อยากเป็นนักเขียน เลยเรียนๆโดดๆ แต่งตัวก็ไม่เรียบร้อย ผมก็ยาว แทนที่จะอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ ในเป้ก็มีแต่หนังสือศิลปะอยู่ตลอดเวลา ถูๆไถๆจนจบมาได้ด้วยเกรดที่ผ่านเกณฑ์แบบเฮือกสุดท้าย

ยังจำคำของอาจารย์ที่ปรึกษาที่คงเอือมระอากับพฤติกรรมของลูกศิษย์ได้ อาจารย์พูดว่า “เธออย่าไปเป็นครูนะ” ตอนนั้นตัวเองมันแรง ในใจก็คิด ตอบให้ตัวเองได้ยินคนเดียวในหัวว่า “แน่นอนครับ” ไม่เคยรู้ว่าจะมาเป็นครูหลังจากเรียนจบแบบไม่รู้ตัวเข้าไปสิบกว่าปี

ตอนเริ่มเป็นครูใหม่ๆก็ไม่ได้สนใจเงินเดือนครูว่ามันน้อยนิด เพราะเคยชินกับการอยู่ในครอบครัวข้าราชการครูธรรมดาที่เงินเดือนไม่มากมาย บางวันขี้เกียจตื่นตอนเช้า ขี้เกียจขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามจังหวัดไปสอน ก็มีหน้าเด็กๆมาหลอนในหัวพร้อมคำพูดก้องในหูว่า “มึงไม่ตื่นแล้วเด็กจะเรียนกับใคร”

ช่วงปีท้ายๆของการเป็นครู ประเมินการสอนของตัวเองโดยให้เด็กๆในห้องเขียนข้อดีข้อเสียของแต่ละคนตลอดหนึ่งปีที่เรียนมาด้วยกัน ครูก็ไม่เว้น ข้อเสียที่ได้มา ก็เอามาพยายามปรับปรุง ส่วนข้อดีที่เด็กๆชื่นชม ก็เอามาเป็นรางวัลในชีวิต เป็นรางวัลที่ไม่มีราคา แต่ประเมินค่าออกมาไม่ได้

เมื่อวานได้รับเมลล์จาก YOUTUBE ว่ามี comment หนึ่งมา post ไว้ใน profile ของตัวเองว่า ดังนี้ (โปรดดูภาพประกอบด้านล่าง)

"ไม่ต้องมีคำบรรยาย"

ก่อนหน้านั้นก็มี เช่น

Fullscreen capture 7132011 71350 AM.bmp

และ

Fullscreen capture 7132011 71424 AM.bmp

แม่เจ้าโว้ยยย เห็นแล้วมันแซ่บ ข้างนอกก็แค่ยิ้ม แต่ข้างในมันกระโดดโลดเต้น ตะโกนก้องว่า “กูทำได้โว้ย” อยากจะปริ้นท์แล้วใส่กรอบติดไว้ข้างฝาบ้าน เอาไว้ดูเวลาขี้เกียจ หรือเบื่อ หรืออยากนั่งทำตัวไร้สาระ หายใจทิ้งให้หมดวัน

นึกถึงคำสอนที่ตัวเองยึดถือเอามาเป็นคติ ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ทำงานก็ให้รู้ว่าทำงาน ถ้าคำพูดนี้เปรียบเหมือนเส้นทางเดินของชีวิต ให้เห็นทางเดินที่มองไปข้างหน้า ทำให้รู้ว่าจะเดินไปทางไหน

คำพูดสะท้อนกลับเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ก็น่าจะเปรียบเหมือน ดอกไม้ ใบหญ้า เล็กๆ ริมทางของชีวิตการทำงาน ที่ให้เราได้มอง ได้ชื่นชมกับความสวยงามของการทำงาน และตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป เป็นรางวัลเล็กๆน้อยๆ ที่ยิ่งใหญ่ ประเมินค่าออกมาไม่ได้จริงๆ

รางวัลของการทำงานมันคงไม่ได้หมายถึง โบนัสก้อนใหญ่ เงินเดือนที่มากขึ้น ตำแหน่งงานที่ใหญ่โตขึ้น หรือผลกำไรมหาศาล เท่านั้น

ผลของการ “ลงมือทำ” ก็น่าจะถือรวมเอามาเป็นรางวัลของการทำงานด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น รางวัลของครูคือการได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้และเป็นคนดี (ส่วนลูกศิษย์จะมีความรู้หรือเป็นคนดีหรือเปล่า มันอีกเรื่องนึง) รางวัลของหมอคือการได้ลงมือรักษาคนไข้ให้เต็มความรู้ความสามารถ (ส่วนคนไข้จะหายหรือเปล่า มันก็อีกเรื่องนึง) รางวัลของพ่อค้าแม่ค้าก็คือการได้ขายของที่ดีมีคุณภาพและซื่อสัตย์กับลูกค้า (ส่วนความร่ำรวยจากการขายของ ก็น่าจะอีกเรื่องหนึ่ง) และรางวัลของนักเรียนนักศึกษาก็คือการได้ลงมือศึกษาหาความรู้ (ส่วนจะได้เกรดดีๆกลับมาหรือเปล่า มันก็อีกเรื่องหนึ่ง)

เท่านี้ก็น่าจะถือว่าเป็น “รางวัล” สำหรับการทำงานได้ไม่น้อยทีเดียว

ผมคิดว่างั้นนะครับ

Advertisements