“ใครค้นพบทวีปอเมริกา” คำถามนี้เคยถูกถามขึ้นเมื่อผมเริ่มต้นเรียนวิชาสังคมในห้องเรียน ที่เกี่ยวกับทวีปอเมริกา… “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” คือผู้ค้นพบทวีปอเมริกา (ที่จริงทวีปมันก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้วนะ) แค่นั้นจริงๆครับ ที่เคยรู้จักที่เคยเรียนเกี่ยวกับโคลัมบัส ก็เหมือนประวัติศาสตร์ประเทศไทย ที่ผมเคยเรียนในโรงเรียนก็มีที่มาง่ายๆอย่างนั่นล่ะครับ เริ่มต้นที่สุโขทัย,ต่อมาก็อยุธยา,แล้วก็รัตนโกสินทร์ ก็แค่นั้น ไม่เคยมีใครสอนอะไรที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ต่างไปจาก “ประวัติศาสตร์กระแสหลัก” เลย

ครูสอนภาษาอังกฤษของผมที่นี่ชื่อครู “แมรี่” คงเห็นผมสนใจจะเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนี้ ก็เลยให้ยืมหนังสือมาเล่มหนึ่งเมื่อเดือนก่อน เขียนโดยผู้ชายชื่อ Howard Zinn ผู้ซึ้งเป็นทั้ง นักประวัติศาสตร์, ครู, นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน, และอื่นๆ เค้าเพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อปีก่อนนี่เอง ไปอ่านประวัติกันได้ที่นี่ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Howard_Zinn

หนังสือเล่มแรกที่คุณครูแมรี่ให้ยืมมาชื่อว่า Voices of People’s history of the United States หนังสือประวัติศาสตร์ความหนาสองนิ้วกว่าๆ ที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถอ่านต่อเนื่องได้นาน เพราะเรื่องราวในนั้นมัน “รันทด” เหลือใจ (ผมซื้อหนังสือ “หมาเน่าลอยน้ำ” ของคุณชาติ กอบจิตติ ฉบับแปล ไปให้คุณครูแมรี่อ่านเหมือนกัน )

คุณโฮเวิร์ด ซิน ใช้วิธีการเล่าเรื่องตามลำดับของเวลา มีจดหมายที่เขียนโดยคนเล็กๆที่อยู่ในช่วงเวลานั้นจริงๆ ให้ได้อ่าน มีคำพูดของคนในยุคนั้นให้ได้รับรู้ เรื่องราวเริ่มต้นที่การค้นพบทวีปอเมริกา, จากนั้นก็เรื่องทาสคนแรก, การปฏิวัติ, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนอินเดียนแดง, การเคลื่อนไหวของผู้หญิง, แล้วก็ตามมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน อ่านแล้วก็เห็นภาพรวมทั้งหมดอีกด้าน ของความเป็นมาของประเทศนี้ดี เป็นเรื่องที่ไม่ถูกสอนในห้องเรียน (ครูแมรี่บอกผมว่าอย่างนั้น)

ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเรียน เด็กๆจะได้เรียนถึง การมาถึงของอุตสาหกรรม วิวัฒนาการของการเมืองในสังคม แต่หนังสือเล่มนี้จะเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ผ่านคนงานผู้หญิงที่อยู่ในโรงงานทอผ้าในเมืองอุตสาหกรรม หรือเล่าผ่านหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ถูกบังคับให้เดินทางข้ามประเทศเพื่อไปอยู่รวมกันตามกฏหมายที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนผิวขาว อะไรแบบนั้นล่ะครับ

และแน่นอนครับ เมื่อเรื่องราวถูกเล่าผ่านคนตัวเล็กๆในสังคม มุมมองของเรื่องก็มาจากผู้ถูกกดขี่,ถูกเอาเปรียบ, ผู้สูญเสีย(ทั้งบ้านเรือน,เงินทอง,อาชีพ,คนที่รัก) เวลาที่อ่านก็มักจะมีเรื่องเศร้าๆ ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ เข้าไปกระทบสมอง และดันน้ำตาให้ไหลทะลักออกมาได้ไม่ยาก

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แบบทุกตัวหนังสือได้แค่บทแรกเท่านั้นล่ะครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ ต้องอ่านแบบข้ามๆไป ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็เอาหนังสือไปคืนครูแมรี่ แล้วก็สารภาพกับครูว่า ไม่ไหวจริงๆ มันเครียดเกินจะรับไหว อ่านไปก็สงสารไป อ่านไปก็งงไป ว่าคนเหมือนกันทำไมถึงโหดร้ายกับคนอื่นได้ขนาดนั้น

กลับมาที่เรื่องของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่ตั้งใจจะเขียนครั้งนี้กันครับ เค้าออกเดินทางทางเรือจากสเปน ด้วยรับมอบหมายจากกษัตริย์สเปนว่าจะมาสำรวจดินแดนใหม่ เขามาเจอแผ่นดินแรกของทวีปอเมริกาบริเวณอเมริกากลาง เป็นบริเวณที่อยู่แถบๆหมู่เกาะแคริเบียนนั่นล่ะครับ ตามรูปนี้เลย
เค้าตั้งชื่อดินแดนที่ค้นพบนี้ว่า Hispaniola ความหมายคือ Little Spain มีจดหมายที่เป็นบันทึกของโคลัมบัสเอง เขียนไว้ว่า คนที่อยู่บนเกาะต่างพากันออกมายืนที่ริมชายหาดเพื่อดูเรือลำมหึมาของเขา ผู้ชายบางส่วนก็ว่ายน้ำมาที่เรือพร้อมกับผลไม้,พืชพรรณที่อยู่บนเกาะ เพื่อนำมาแลกกับลูกปัดสีสวยๆ โคลัมบัสบอกในจดหมายอีกว่า ผู้คนเหล่านั้นมีลักษะที่ดี ไม่อ้วน ไม่ผอม รูปร่างดี ยิ้มแย้ม เป็นมิตร และดู “ไร้เดียงสา” คนเหล่านั้นตื่นเต้นกับดาบ,อาวุธที่ทำจากเหล็ก หลายคนจับมาที่คมดาบด้วยมือเปล่าและถูกบาด

ที่ผมอ่านแล้วเซ็งก็คือ เค้าเขียนไว้ว่า “คนพวกนี้ดูซื่อๆ น่าจะเหมาะที่นำมาเป็นคนรับใช้” … เซ็ง แต่ก็พอจะเข้าใจได้ล่ะครับ มันเป็นวิธีคิดของคนสมัย หกร้อยปีก่อน ถึงอย่างนั้นก็เหอะ ไอ้ความคิดลักษณะ “มองคนอื่นไม่เป็นคน” อย่างนี้มันก็ยังพอมีหลงเหลือให้เห็น ให้ได้รับรู้กันอยู่ ณ ปัจจุบัน อย่าง มองพม่าว่าโง่, เรียกคนรับใช้ไทใหญ่ว่า”มัน”, ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สูญหายไปตามเวลาที่ผ่านไปเลย

ลำพังจดหมายของโคลัมบัสก็คงไม่สามารถทำผมรู้อะไรอีกด้าน ถ้าไม่มีจดหมายของคนที่อยู่ในคณะเดียวกันกับโคลัมบัส เล่าว่า การจับตัวผู้คนพื้นเมืองเพื่อนำมาเป็นคนรับใช้ก็เริ่มต้นขึ้น บังคับให้ไปหาทองบ้าง, หาอาหาร,หาน้ำ, แล้วก็เริ่มมีการลงโทษ,ทรมาน, ฆ่า ในจดหมายเขียนว่า “เป็นการทรมานผู้คนอย่างที่เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน” เขาเขียนบอกไว้ว่า จากจำนวนคนที่น่าจะมีอยู่มากมาย ถูกฆ่าจนกระทั่งเหลือ คนอยู่แค่สองสามร้อยคนเท่านั้น มีข้อมูลแบบละเอียดในหน้าเพจของการศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ของมหาวิทยาลัยเยลล์ ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.yale.edu/gsp/colonial/hispaniola/index.html

ผมอ่าน chapter 1 จบแล้ว ต้องวางหนังสือเลยครับ อ่านต่อไม่ไหว โหดเกิ๊นนนน พอกลับมาจะอ่านต่อ คราวนี้ก็อ่านข้ามๆไป บทละนิดละหน่อย เอาแค่พอรู้ อย่างที่รู้ๆกันว่า ประวัติศาสตร์กระแสหลักยกย่องโคลัมบัสไว้ว่าเป็น “ฮีโร่” เวลาสอนอะไรในห้องเรียน ก็เลยสอนกันแต่ความกล้าหาญในการเดินเรือ ความสามารถในการค้นพบดินแดนใหม่ แต่เรื่องที่พูดถึงด้านบนไม่ค่อยพูดถึงกัน

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากหลายๆด้าน ผมว่ามันก็แฟร์ดีนะครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่วีรบุรุษแล้วไม่มีผู้พ่ายแพ้,ผู้สูญเสีย เหมือนการเรียนประวัติศาสตร์ของไทยนี่ล่ะมั้งครับ ผมได้เรียนแต่เรื่องเกี่ยวกับความกล้าหาญของบรรพบุรุษไทยที่เสียเลือดเสียเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่เคยมีใครสอนผมเลย ว่าตอนยกทัพไปบุกบ้านเมืองอื่นแล้วทำอะไรไว้บ้าง กวาดต้อนคนเมืองอื่นเข้ามามากน้อยแค่ไหน ผมว่าน่าจะเลิกได้แล้ว กับการพร่ำสอนให้เกลียดพม่า,ดูถูกเขมร,รังเกียจแขก,หรือเหยียดลาว แล้วรักแต่ประเทศตัวเอง เรียนประวัติศาสตร์แบบนี้ไปก็มีแต่จะทำให้กลายเป็นคนใจแคบ รักแต่ “พวกกู” เท่านั้นเป็นพอ ที่ผมเขียนมาแบบนี้อย่าหาว่าผมไม่รักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองนะครับ ผมรักครับ เพียงแต่ผมคิดว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกนี้มันมีหลายด้าน การเรียนรู้ให้รอบด้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้รู้ว่าที่คนอื่นทำแบบนี้มันมีที่มาอย่างไร เพราะอะไรเขาถึงทำแบบนั้น แล้วก็น่าจะทำให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างเข้าใจกันมากขึ้น

ตอนนี้ผมได้หนังสือมาอีกเล่มแล้วครับ กำลังอ่านอยู่ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อเมริกาเหมือนกัน เล่มนี้บางกว่า ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

มีคำพูดของคุณโฮเวิร์ด ซิน ที่ผมชอบมาก พูดไว้ว่า “Nationalism is a set of beliefs taught to each generation in which the Motherland or the Fatherland is an object of veneration and becomes a burning cause for which one becomes willing to kill the children of other Motherlands or Fatherlands” Howard Zinn (1922 – 2010) ผมแปลว่า ” ความรักชาติ เป็นชุดความคิดลักษณะหนึ่ง ที่ถูกสอนให้คนแต่ละรุ่นในชาติ ในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพื่อจะให้เกิดความจงรักภักดีต่อชาติ และพร้อมที่จะฆ่าเด็กๆที่เกิดขึ้นมาในบ้านเกิดเมืองนอนอื่นๆ”

Advertisements