เวลาผมมีความสุข แต่ยังรู้สึกว่าความสุขที่มีนั้นยังน้อยไปนิด อยากมีมันเพิ่มขึ้นอีก
หรือเวลาที่ผมมีความทุกข์ ทั้งทุกข์กาย และทุกข์ใจ ก็อยากให้ความทุกข์นั้นมันหายไป หรืออย่างน้อยลดลงบ้างก็ยังดี
ทั้งสองสถานการณ์ในชีวิต หากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็มักทำให้สิ่งหนึ่งที่อยู่ข้างใน ถูกมองข้ามไป สิ่งนั้นผมเรียกชื่อตามผู้คนว่า “สติ”

ณ ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ เป็นเวลาเช้ามืด ฟ้านอกหน้าต่างเริ่มมีแสงจางๆ
ฝนที่ตกมาตลอดคืนก็ยังไม่ทิ้งเม็ด
เสียงน้ำฝนจากชายคาที่ตกลงบนพื้นฉ่ำน้ำ ยังแว่วมาให้ได้ยิน
เปาะแปะ เปาะแปะ

ลมเย็นพัดพาตัวเองเข้ามาแตะผิวให้ผมรู้สึก
ไม่เย็นจนหนาว แต่ก็ไม่ถึงกับอุ่นสบาย
ผมต้องใส่เสื้อกันหนาว

เพลงเบาๆจากสถานีวิทยุออนไลน์ที่ถูกเปิดเมื่อชั่วโมงก่อน ดังผ่านลำโพงเล็กๆที่วางอยู่บนชั้น
เพลงแจ๊สเบาๆ กับกาแฟอุ่นกลิ่นหอมพอดี
และเช้าวันธรรมดา ธรรมดา

ชีวิตช่วงนี้ของผมมีปัจจัยหลายอย่างที่ประกอบกัน
และทำให้ผม(หรือผมทำให้มันเป็น)ไม่ต้องทำงานประจำ ที่ต้องออกจากบ้านไปทำงานตอนเช้า และกลับถึงบ้านตอนเย็น
แต่ก็ยังพอมีรายได้เล็กๆน้อยๆ ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประหยัด
พร้อมทั้งเปลี่ยนอาชีพมาเป็นพ่อบ้านเต็มตัว
ผลพลอยได้คือ ผมเลยมีเวลาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือมากขึ้นกว่าเดิม…มาก

ที่ผมเขียนมายืดยาวหลายย่อหน้าข้างบนนั้น เพราะผมอยากจะเล่าให้คุณฟังว่า
ชีวิตผมก็น่าจะมีความสุขดีอยู่แล้ว

ใช่ครับ ผมก็รู้สึกมีความสุขดีอยู่แล้ว
ซึ่งมันก็เป็นไปตามข้อสังเกตของตัวเองอย่างที่เขียนไว้ตอนต้นนั่นล่ะครับว่า
บางครั้งรู้สึกว่าความสุขที่มีมันยังไม่พอ ยังอยากมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก ซักนิดซักหน่อย

บางครั้งบางคราว ผมนึกถึงการมีชุดเครื่องเสียงที่ผลิตจากยุโรป
เอามาตั้งไว้ในห้องนั่งเล่น จะได้สามารถฟังเพลงแจ๊สบ้าง บลูส์บ้าง อย่างที่ชอบ ได้แบบชัดเจน
ชนิดทุกโน๊ตในเพลง ทุกย่านความถี่ของเสียง
แทนลำโพงเล็กๆ ราคาสี่ร้อยบาท ที่ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ริมถนน

บางครั้งบางคราว ผมคิดถึงการมีคอมพิวเตอร์มือถือเครื่องใหม่ รุ่นล่าสุด
ที่บรรจุเทคโนโลยีของปีนี้เอาไว้ครบ
เพื่อเอามาใช้อ่านข่าว ดูหนัง และฟังเพลง
แทนคอมพิวเตอร์มือถือขนาดเท่าฝ่ามือเครื่องเดิมที่ใช้อยู่ทุกวัน

มีอีกเยอะแยะมากมาย เกินจะพูดได้หมดครั้ง ที่ผมรู้สึก “อยากได้” “อยากมี” และ “อยากเป็น”
แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นกับผมตลอดเวลาหรอกครับ
แค่บางครั้งเท่านั้น

ราวกับว่า เมื่อลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่าง สัมผัสตัวผม ผมรู้สึกมีความสุข และเมื่อลมพัดผ่านตัวผมแล้วพัดออกไปทางหน้าต่างอีกบาน
มันไม่ได้พัดออกไปเฉยๆ แต่สติที่มีอยู่มันหลุดลอยตามออกไปด้วย

รู้สึกสบายแล้ว ก็อยากสบายมากขึ้น สุขแล้วก็อยากสุขมากขึ้น สะดวกแล้วก็อยากสะดวกมากขึ้น เร็วแล้วก็อยากเร็วมากขึ้น ง่ายแล้วก็อยากง่ายขึ้น
ผมถามตัวเองว่า ตรงไหนล่ะถึงจะเรียกว่า “พอ”

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมในห้องครัว วางแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะ มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงยังคงสลัว ใบสนไหวเบาๆตามแรงลมฝน พื้นหญ้าเขียวชุ่มน้ำ ใจผม พลางนึกถึงคำตอบ

ผมลองแยกสิ่งอื่นออกไปจากชีวิต จากร่างกาย จากจิตใจ จากความคิด แยกทุกอย่างออกเป็นชิ้นเล็กๆ
สิ่งที่จับต้องได้ มองเห็นได้ แยกเอาไว้เป็นส่วนหนึ่ง เสื้อผ้า, คอมพิวเตอร์, เครื่องเล่น MP3, Ipod, etc.
สิ่งที่จับต้องไม่ได้ ก็แยกมันออกไป ชื่อเสียง, ฐานะ, ความสุข, ความทุกข์ ฯลฯ
แม้แต่ร่างกายของตัวเอง ผมจับร่างกายตัวเองแยกออกไป นั่งมองมัน และมองว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงอะไรบางอย่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น “ตัวผม”
กระทั่งจิตใจ, ความคิด, ลมหายใจ ของตัวผมเอง ผมลองจับมันแยกออกไป
ผมพบว่า ไม่มีอะไรเหลือที่เป็น “ตัวตน” อยู่เลย
ความอยาก ไม่อยาก มันก็ไม่เหลือเหมือนกันครับ

คุณเคยรู้สึก “ไม่รู้สึกอะไรเลย” หรือเปล่าครับ
มันเหมือนกับว่า พอผมเอาทุกอย่างแยกออกไปจนหมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรให้ต้องยึดติดอีก ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องการอะไรมาเพิ่ม ไม่มีอะไรให้เอาออกไป สิ่งที่เหลืออยู่มีแค่
ลมหายใจ
เข้า
ออก
แค่นั้นเองจริงๆครับ

ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องนิพพานหรือการบรรลุอะไรเลยนะครับ เพราะคนธรรมดาอย่างผมที่กิเลสยังหนาเตอะ
ยังอยู่ห่างไกลสองสิ่งนั้นอีกโข
ผมเพียงแค่รู้สึกว่า เวลาสติมันหลุดลอยไปแล้ว สามารถเรียกมันกลับมาได้
สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับใจตัวเอง กับความคิดของตัวเอง
มันช่างรู้สึกสงบ เย็น สบาย จริงๆครับ

Advertisements