ถึงครูเก่ง
อันเนื่องมาจาก มหาเถรสมาคม ประกาศห้ามนักเรียนสวมฮิญาบมาโรงเรียน
อาศัยอำนาจที่โรงเรียนวัดหนองจอกเป็นเขตธรณีสงฆ์
คุณก็เป็นพุทธคนนึง ถามว่ามติที่ออกไปจากองค์กร(ไม่ใช่องคชาติ)ทางศาสนา เนี่ยสามารถเป็นตัวแทนชาวพุทธทั้งหมดได้หรือ ถ้ามีความคิดคับแคบขนาดนี้ มันจะขยายความแตกแยกจากที่เป็นอยู่เดิมเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ไปสู่จังหวัดอื่นไหม
แล้วเด็กนักเรียนที่เป็นพุทธในโรงเรียนวัดหนองจอก จะไปเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้ยังไงวะ
แล้วที่ตลกกว่านั้นคือ มหาเถร ไม่ใช่จุฬาราชมนตรี หรือโต๊ะอิหม่าม คิดว่าเค้าจะแคร์เหรอ
พวกเขาไม่ได้มีศรัทธาให้อยู่แล้วนะ แม้แต่ชาวพุทธเองยังไม่ศรัทธาเลย
แถมแม่งยังมาเซ็นเซอร์หนังเรื่อง”แสงศตวรรษ”อีก
ทำอะไรกันบ้างวะ เห็นแต่ออกระเบียบห้ามนั่น ห้ามนี่
เข้าใจพระธรรมมั้ยวะ แล้วจะไปถ่ายทอดบอกต่อพระธรรมให้คนอื่นได้ยังไง
จาก เสือกอยากรู้
—————————————————————————

ถึงคุณเสือกฯ

คุณเสือกเขียนมาครั้งนี้เนี่ย จะเขียนมาบ่นเรื่องโรงเรียนห้ามเด็กนักเรียนหญิงสวมฮิญาป หรือว่าตั้งใจมาบ่นที่หนังเรื่อง แสงศตวรรษโดนแบนกันแน่ เอาเถอะ จะเรื่องไหน ผมว่ามันก็ดูพิกลพิการกันทั้งคู่เลย ผมจะตอบคุณเสือกฯเป็นเรื่องๆไปละกันนะ ค่อยๆอ่านไปก็แล้วกัน มันคงจะยาวซักหน่อย ไปหาน้ำหาขนมมากินด้วยก็ได้

ผมไม่เคยรู้เรื่องที่โรงเรียนห้ามนักเรียนหญิงสวมฮิญาปมาก่อนเลยนะ ได้รับจดหมายจากคุณเสือกปุ๊บผมก็ไปตามหาข่าวเรื่องนี้อ่านปั๊บ ถึงได้รู้ว่ามันมีจริงๆด้วย เท่าที่อ่านข่าวมา ยังไม่เห็นข้อสรุปนะว่าตกลงเค้าว่าไง เข้าไปดูเว็บข่าวอันนึงก็เห็นว่า โรงเรียนนี้เค้าได้ทำห้องสำหรับละหมาดไว้ด้วย แถมก็มีครูที่สอนวิชาอิสลามศึกษาอีกด้วย และมีข้อมูลอีกว่า ขณะนี้(ปี2011) มีนักเรียนอิสลามอยู่ 1,400 คน จากทั้งหมด 3,000 คน และบางปีก็มีมากถึง 90% เลยทีเดียว และจากที่ผมตามอ่านอีกหลายเว็บก็พบว่า โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอยู่มากอยู่แล้ว และก็อยู่กันมานานแล้ว ผมก็ไม่คิดว่า อยู่ดีๆ โรงเรียนจะมาตั้งกฏนี้ขึ้นมาหรอกนะ

เท่าที่ทราบจากข้อมูลตามเว็บข่าวต่างๆ ทั้งที่เป็นเว็บข่าวอิสลามโดยตรง และเว็บข่าวทั่วไป เข้าใจว่ากฏนี้เป็นกฏที่ออกมาจากวัด ไม่ได้ออกมาจากโรงเรียน โดยให้เหตุผลว่าวัดมีความต้องการที่จะรักษา “อัตลักษณ์” ของตัวเองไว้ เพราะถ้ามีนักเรียนที่สวมฮิญาปเข้ามาในวัดก็จะทำให้ “ดูไม่เหมือนวัด”

การอ้างสิทธิที่จะรักษาอัตลักษณ์ของตนเองนั้น เป็นสิทธิพื้นฐานที่จะทำได้(ว่ะ) แต่ก็นะ ผมเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว ว่าคนหลายคนมองเห็นแต่สิทธิของตัวเอง และเลือกที่จะรักษาประโยชน์แต่สิทธิของตัวเองเท่านั้น คิดแต่ว่า เราต้องได้เท่าที่ควรได้ แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยคน ที่จะมองไปที่สิทธิของคนอื่นด้วย ว่าคนอื่นก็ต้องได้รับสิทธิต่างๆเท่ากับที่เราได้เหมือนกัน

เรื่องการเรียกร้องสิทธิเนี่ย ก็คงทำกันได้ จะออกกฏอะไรมา บนพื้นที่ พื้นดิน ของตัวเองก็คงทำได้ ไม่แปลกประหลาดอะไร แต่การทำนั้นก็คงต้องไม่ไปกระทบ หรือริดรอนสิทธิคนอื่นด้วย ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นการเรียกร้องที่ไม่ชอบธรรมไปเสีย แถมวัดที่เป็นสถานที่พิเศษ ที่ไม่เหมือนบ้านเรือนคนทั่วไป ซึ่งวัดควรเป็นสถานที่ที่เปิดประตูตอนรับคนทั่วไปมากกว่า มันก็เลยแปลกไปใหญ่ (ในสายตาผม)

คุณเสือกครับ นี่ผมพูดแค่ในแง่ของความเป็นมนุษย์อย่างเดียวนะครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลักธรรมของพุทธศาสนาเลย เพราะถ้าเอาหลักธรรมคำสอนในศาสนามาเกี่ยวด้วย การแสดงออกถึงวิธีคิดแบบนี้ มันยิ่งดูพิลึกกึกกือเข้าไปใหญ่

ถึงคุณเสือกจะบอกว่าผมเป็นพุทธคนนึง (ซึ่งน่าจะหมายถึงพุทธศาสนิกชน) แต่ก็อยากบอกคุณเสือกฯ ว่า ผมก็เป็นพุทธศาสนิกชนที่ยังบาปหนา กิเลสเยอะ เข้าวัดน้อย ได้แต่อ่าน ได้แต่ฟังอยู่ที่บ้าน ทำบุญกับวัดน้อยจนนับครั้งได้ เอาแต่ทำใจให้สงบ ลด ละ เลิก กิเลสที่คอยจะเข้ามา บริจาคสิ่งของตามกำลัง ตามแบบพุทธศาสนาที่ผมเข้าใจ เท่านั้นเอง ส่วนเรื่องหลักธรรม คำสอนอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับวัด กับสงฆ์ ผมโง่มาก

เอาตามวิธีคิดแบบพุทธ แบบผม ก็แล้วกันนะครับ ผมเชื่อว่า กิเลสอย่างหนึ่งที่เป็นกิเลสตัวใหญ่ ก็คือ การมีตัวกู ของกู เป็นสิ่งที่เราควรกำจัดมันออกไปจากความคิดเสียให้ได้เร็วๆ ก่อนที่ตัวเรา ใจเรา จะถูกยึดครองด้วยความคิดแบบ ต้องมีตัวกู ของกู ไปจนหาตัวเองไม่เจอ ดังนั้น ผมคิดว่า พระสงฆ์นั้นน่าจะมาบวชเพื่อตัด ลด เลิก ความเป็นตัวกูออกไป น่าจะไม่ใช่การมาบวช เพื่อมาติดยึดกับอะไรอีกอย่างไปเสีย เขียนแค่ย่อหน้านี้ย่อหน้าเดียว ผมคิดว่าคุณเสือกฯ ก็คงรู้แล้ว ว่าผมอยากจะสื่อถึงอะไร ผมไม่พูดถึงกรณีนี้โดยตรงจะดีกว่า

ผมมีความเชื่อว่า ในแง่ของพุทธศาสนาแล้ว การทำอะไรก็ตามให้เรียบง่ายเข้าไว้ ปล่อยวางเข้าไว้ จะยิ่งทำให้เข้าใกล้ความหลุดพ้นจากกิเลสมากขึ้น แต่ถ้าทำอะไรแล้วยิ่งยึดติด ยิ่งทำให้ยาก ผมว่ายิ่งเป็นการเดินหนีห่างจากปลายทางคือความหลุดพ้นเข้าไปใหญ่ ผมคิดว่า “ยิ่งง่ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งงามเท่านั้น” หรือคุณเสือกฯคิดว่าไง

เรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมของคนที่มีความแตกต่างเนี่ย เป็นเรื่องยากมากว่ะผมว่า ยิ่งพอเป็นเรื่องความแตกต่างจาก ความเชื่อ ศาสนา การเมือง เข้ามาเกี่ยวด้วยแล้ว ผมว่ายิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ แต่ก็กับคนที่มีจิตใจคับแคบ เท่านั้นล่ะนะ อยู่กันแบบเปิดใจ ยอมรับคนอื่นเนี่ย ปัญหาก็น้อยหน่อย แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มี

ผมมาอยู่อเมริกาได้ซักพักก็ฝึกภาษาอังกฤษด้วยการอ่านข่าว ฟังข่าวไปเรื่อย ก็เจอข่าวช่วงนี้ที่รัฐนึง กำลังจะมีการสร้างมัสยิดในเมือง แต่ก็มีคนในชุมชน(ส่วนหนึ่ง) ออกมาประท้วงว่าไม่ต้องการมัสยิด เหรี้ยยยยยย แล้วมันจะเป็นไปได้ไงวะ ไม่ให้สร้างสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา แล้วจะให้ไปทำกันที่ไหน แถมนี่เป็นการสร้างมัสยิดนะเว้ย ไม่ได้สร้างบ่อนการพนัน ผม(กู)งงมากครับ นี่แหล่ะครับ ขนาดว่าคนที่นี่เปิดๆ ก็ยังมีพวกปิดๆอยู่เหมือนกัน

เรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา ผิวพรรณ เนี่ย ผมว่ามันร่วมสมัยมากกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเราตอนนี้เลย คุณเสือกฯจำได้หรือเปล่า ตอนที่เราเป็นนักเรียนมัธยม ช่วงนั้นกระแส Globalization เนี่ย โคตรแรง แนวคิดที่ว่าต้องการเปลี่ยนโลกให้ไปเป็นเหมือนกันทั้งหมด ตอนนั้นอะไรที่เป็นของดั้งเดิมก็ถูกจับเปลี่ยนจนหมด หนัง เพลง สินค้า เหี้ย ห่า ไรตอนนั้น แม่งเป็นโลกาภิวัฒน์กันหมด

คนที่คัดค้านเรื่องนั้นก็ค้านกันมาเรื่อย จนผู้คนพบว่า Globalization มันเป็นของปลอม กระแสก็จากไป กระแส Localization ก็มาแทน เน้นทุกอย่างที่เป็นชุมชนดั้งเดิมไปหมด มีเน้นเที่ยว Home Stay ไปนอนกับชาวบ้าน ชุมชนต้องรวมกลุ่ม อะไรงี้ แต่ผมว่ามันก็จะอยู่อย่างนี้ไปได้ไม่นานหรอก เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เวลามันเปลี่ยนไปอีกแล้วน่ะสิ

ผมรู้สึกว่า ตอนนี้โลกแม่งเปลี่ยนโคตรเร็ว (คนยุคไหนก็พูดว่ายุคตัวเองเปลี่ยนเร็วกันทั้งนั้นแหล่ะ) คนเดินทาง ย้ายที่อยู่กันเยอะ ง่าย และบ่อย กว่าแต่ก่อน ผมว่ามันมี dynamic เยอะมาก คนเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้ง่าย (ถ้าไม่ขี้เกียจเข้า) คนที่คิดต่างกัน นับถืออะไรต่างกัน พูดคนละภาษา เชื่อในระบอบ ระบบ คนละแบบ มีโอกาสเข้ามาลงหลักปักฐานอยู่ใกล้ๆกันมากขึ้น ไอ้การจะบอกว่า ตรงนี้เป็นชุมชนของพวกกูเท่านั้น ห้ามคนที่ไม่เหมือนกันเข้ามาอยู่ ถ้าเข้ามาอยู่แล้ว ต้องทำเหมือนกัน คิดเหมือนกัน มันน่าจะใช้ไม่ได้แล้วว่ะ

ไหนๆก็ออกทะเลมาไกลแล้ว เล่าต่อเลยละกัน อย่างเมื่อวานอ่านบล๊อกหนึ่งของฝรั่งอเมริกันที่อยู่ในเมืองไทย เขาเข้าไปทำงานในเมืองไทย แต่ก็ถูก discriminate (แบ่งแยก, เลือกปฏิบัติ ฯลฯ) จากคนไทย จากรัฐบาลไทย หลายต่อหลายอย่าง มีมุมหลายมุมที่น่าสนใจ ที่เค้ายกตัวอย่างว่า คนไทยไปประเทศเค้าซื้อบ้านได้ ซื้อรถได้ ทำงานได้มากมายหลายอย่าง (ถ้ามีใบอนุญาติถูกต้อง) แต่ฝรั่งที่เข้าไปซื้อบ้านก็ไม่ได้ ซื้อคอนโดได้แต่ต้องเป็นชื่อบริษัท ซื้อรถได้แต่ก็โคตรยุ่ง อีกมากมายที่โดนเลือกปฏิบัติ ซึ่งหลายอย่างผมว่า จริงว่ะ มันก็เกินไปว่ะ เอาอีกแล้ว เขียนแล้วก็บ่นเมืองไทยอีกแล้ว เอาเหอะ ที่บ่นเนี่ย ก็รักหรอกนะ อยากเห็นมันดีนั่นแหล่ะ

มาถึงเรื่องที่คุณบอกว่า เอาแต่แบนหนังแสงศตวรรษ ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น คุณเสือกฯ ครับ คุณคิดว่าหนังดีๆอินดี้โคตรๆอย่างแสงศตวรรษเนี่ย มีคนที่รู้จัก, สนใจ, อยากดู ซักกี่คนในประเทศ ผมเปิดคลิปหนังเรื่องนี้ดูจากยูทูปเมื่อหลายเดือนก่อน ก็เห็นอยู่หลักหมื่นวิว ตอนนี้ เมื่อกี๊ไปเปิดดูอีกที ก็ขึ้นมาอยู่แค่ สองหมื่นกว่าแค่นั้น แล้วก็เฉพาะคลิปที่หนึ่งเท่านั้น คลิปต่อๆไปก็แค่ สาม สี่ พัน แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นจะถูกแบน ก็คงมีไม่กี่คนที่สนใจหรอก (แต่ผมชอบหนังเรื่องนี้นะ เหมือนนั่งดูชาวบ้านคุยกันเลยน่ะ) ดังนั้นก็ปล่อยๆเค้าแบนไปเหอะ

หนังอย่างแสงศตวรรษเนี่ย ถึงไม่แบน แล้วให้เข้าไปฉาย ผมฟันธงเลยว่ะ ว่าคงลำบาก ขนาดอินดี้น้อยกว่านี้หน่อย อย่างหนังของคุณเป็นเอก ก็ยังหืดจับเลย หาคนดูได้(รู้เรื่อง)น้อยเหลือทน คนที่จะดูก็เป็นคนจำพวกเดียวกับคุณเสือกฯ ซึ่งก็น่าจะมีอยู่นับหัวได้ ฉะนั้นเมื่อไม่ได้ฉายในโรงหนัง พวกคออินดี้ที่อยากดูอย่างคุณเสือกฯ ที่อยากดูอยู่แล้ว ก็ไปเสาะหามาดู จากใต้ดิน, ในเน็ท จนได้นั่นแหล่ะ ดังนั้นประเด็นนี้ก็ช่างมันเหอะ

เรื่องห้ามนักเรียนหญิงสวมฮิญาปที่คุณเสือกฯ เขียนมาเล่าให้ผมฟังเนี่ย ผมว่าน่าจะยังพอไหว ดูๆไปก็ไม่รุนแรงเท่าไหร่ ถ้าเอาไปเทียบกับความรังเกียจรังงอน คนที่ต่างกัน ของที่อื่น ผมหมายถึงประเทศอื่นน่ะนะ ที่แบ่งศาสนา แบ่งที่อยู่กันแบบเด็ดขาด จังหวัดนี้ของคนศาสนานี้ เมืองนี้ของคนผิวสีนี้เชื้อชาตินี้ อะไรเงี้ย ประเทศไทยในมุมผม ผมว่ายังซอฟท์ๆพอคุยกันได้ คุยแล้วก็เปลี่ยนกันได้ ส่วนเรื่องที่คุณเสือกฯถามว่าจะขยายความขัดแย้งไป เหมือนในสามจังหวัดภาคใต้หรือเปล่า ผมขอไม่พูดถึงว่ะ มันลึกซึ้ง ซับซ้อน เกินกว่าผมจะเข้าใจได้หมด กลัวพูดออกอากาศเกิดผิดเพี้ยนแล้วจะยุ่งไปใหญ่ ขอไปทำการบ้านมาให้ดีๆก่อนดีกว่า

เขียนมาเรื่อยๆนะครับ คุณเสือกฯ ตอบจดหมายคุณเนี่ย มันส์ดีว่ะ

เก่ง

Advertisements