เมื่อเช้าผมวิ่งหนีหิมะจากลานจอดรถหน้าโรงยิม ไปถึงหน้ายิม มองผ่านประตูกระจกสองชั้นเข้าไปเห็นคุณเจ้าหน้าที่สาวมองออกมาที่ผม ทำตาเหลือก พอดึงประตูกระจกด้านนอกออกเสร็จก็รีบดึงประตูชั้นในออกอย่างรวดเร็ว ถึงหน้าเคาน์เตอร์ คุณเจ้าหน้าที่สาวยกมือขึ้นสองข้างพร้อมร้องว่า “Flip Flop?!!!” (ใส่รองเท้าแตะมาเนี่ยนะ) แล้วก็ตามมาด้วย “Are you crazy?!!!” (บ้านไปแล้ววววว) เสียงสูงปรี๊ด ผมหัวเราะแล้วก็ตอบว่า “Yes” (แม่นละ) คุยกันเฮฮา(ประสาอเมริกันชน)ซักแป๊บ ผมก็บ๊ายบาย เดินเข้าไปด้านใน

เมื่อเช้าหิมะตกเยอะแยะเลยครับ จริงๆตกมาตั้งแต่เมื่อวานตอนสายๆแล้ว ผมเดาว่าเป็นหิมะทิ้งทวนฤดูหนาวล่ะมั้ง อันนี้ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนนะครับ คิดเอาเองว่านี่มันก็ปลายเดือนมีนาคมเข้าไปแล้ว แล้วอาทิตย์ก่อนก็แดดแจ๋ฟ้าใสแจ๋ว อุณหภูมิขึ้นไปเกือบสิบองศาเซลเซียสแล้ว หลงดีใจนึกว่าหิมะจะไม่ตกแล้ว ผมเกือบจะเอารองเท้าบูท กับเสื้อผ้าหิมะไปเก็บห้องใต้ดินแล้วเชียว

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่แดดออกที่ว่า อุณภูมิตอนเช้านี่ก็ขึ้นมาซัก 4-5 องศา กำลังดี ไม่หนาวเกิน อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยครับ อยู่ๆไปมันก็ชินจริงๆแหล่ะ ช่วงหน้าหนาวนี่หนาวโคตรๆครับ -29เซลเซียส นี่ก็เคยเจอมาแล้ว รถสตาร์ทไม่ติดกันเลยทีเดียว นั่นล่ะครับ (anyway) พออาทิตย์ที่แล้วมันอุ่น ผมก็ใส่รองเท้าแตะกางเกงขาสั้นแบกกระเป๋าเทนนิสไปยิมสบายใจเฉิบ เมื่อวันจันทร์ก็แค่เย็นๆก็ยังใส่ไปเหมือนเดิม หยุดไปสองวันอังคารกับพุธ วันนี้เมื่อเช้าก็ไม่คิดว่ามันจะลงมาหนาวอีกแล้ว

กลับมาจากยิมแล้ว เมื่อกี๊นั่งดูอุณหภูมิถึงได้รู้ว่า วันนี้ -20 องศาอ่ะครับ แม่เจ้า ถึงว่าเมื่อเช้าตอนที่ลากรองเท้าแตะกับกางเกงขาสั้น เดินลุยหิมะไปที่ที่จอดรถหน้าบ้านมันถึงได้เย็น “ตรีนนนน” ขนาดนั้น ขึ้นไปนั่งในรถแล้วต้องเอามือมานวดๆบีบๆเท้าตัวเอง ว่ามันยังอยู่ดีหรือเปล่า ปวดเท้ามากครับ ขอบอก

จริงๆก็ไม่ได้อยากโชว์แมนอะไรหรอกครับ แค่รู้สึกไม่อยากใส่รองเท้าบูทเข้าไป เพราะถ้าใส่บูทไป ไปถึงก็ต้องเข้าไปในห้องล๊อกเกอร์ เพื่อเข้าไปถอดรองเท้าบูท เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบ ต้องเอาเก็บในล๊อกเกอร์อีก แถมเผลอๆ ถ้ามีคุณฝรั่งมาเปลี่ยนเสื้อผ้าใกล้ๆ ก็อาจได้เห็นไส้กรอกอเมริกันเป็นของแถมไปด้วย ไม่ไหวครับเคยเห็นแล้ว มันติดตา เป็นอาทิตย์โน่นกว่าจะจาง… แต่จะให้ใส่รองเท้าผ้าใบที่จะเล่นกีฬาไปเลย เวลาเดินเข้าไปในห้องกระจกที่จะเล่นพื้นมันก็จะเปียกเลอะเทอะอีก ผมก็เลยชอบลากแตะไป มันเปลี่ยนง่ายดี อะไรอย่างนั้นล่ะครับ

ที่นี่ เค้ามักทำประตูไว้สองชั้นนะครับ บริเวณหน้าร้านค้า อาคาร หรือบ้านบางหลังก็ตาม ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะตอนหน้าหนาวแบบนี้แหล่ะครับ ที่หิมะตกเยอะๆ ถ้ามีประตูชั้นเดียว เวลาเปิดประตู หิมะก็จะปลิวเข้ามาในบ้าน แล้วก็ละลายเลอะเทอะไปหมด หรืออีกเหตุผลนึง ก็น่าจะเผื่อที่ว่างระหว่างประตูสองชั้นนั้น ไว้สำหรับเตรียมตัว ใส่เสื้อ ใส่รองเท้า ให้ดีๆ ก่อนออกไปลุยหิมะข้างนอก หรือไม่ก็ปัดหิมะที่ติดเสื้อ ติดกางเกง ก่อนจะเข้ามาในตัวอาคาร อย่างนั้นมั้งครับ ผมก็ไม่เคยถามคนที่นี่เหมือนกันว่าทำไมต้องทำประตูไว้สองชั้น สังเกตเอาเองน่ะครับ

ก่อนมาอเมริกา ก็ตื่นเต้นนิดนึงครับ เพราะเกิดมายังไม่เคยเห็นหิมะ จำได้ว่าวันแรกที่หิมะตก ออกไปวิ่งเล่นใหญ่ ไป(พยายาม)ปั้นสโนว์แมน ไปทำสโนวแองเจิ้ล (นอนบนหิมะแล้วก็กวาดแขนขาขึ้นๆลงๆ พอลุกขึ้นมันก็จะทิ้งรอยไว้เหมือนผีเสื้ออ่ะครับ) ตอนนี้เจอหิมะมาแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ตอนนี้เดือนมีนาคม ก็เข้าไปห้าเดือนแล้ว หายอยากสนิทเลยครับ

เพราะเอาเข้าจริงๆ มันก็สวยดี แต่ไม่ได้สวยมากหรอกครับ (อันนี้ผมว่าคนเดียวนะ) สวยจริงๆก็ตอนที่หิมะตกใหม่ๆ ตกเยอะๆ แล้วมองไปทางไหนก็ขาวไปหมดนั่นล่ะครับ แต่มันจะหมดสวยเวลารถกวาดหิมะมากวาด รถกวาดหิมะก็เป็นรถกะบะนี่ล่ะครับ แล้วก็ติดที่กวาดซึ่งทำด้วยยางติดไว้ด้านหน้า บังคับขึ้นลงได้

พอรถหิมะมากวาดก็จะมีเสียงดังครืดดดดดดดดด ยาวมาแต่ไกล กวาดไปด้วยโรยเกลือไปด้วย เกลือที่เค้าเอามาโรยไม่ใช่เกลือขาวๆที่ทำกับข้าวนะครับ เป็นเกลือสีน้ำตาลๆ โรยแล้วก็จะทำให้หิมะไม่จับกันเป็นน้ำแข็ง ถนนๆก็จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมีโคลนเต็มไปหมดแทนนั่นล่ะครับ แถมด้วยตามทางเดินก็จะมีรถกวาดหิมะคันเล็กๆมาคอยกวาดด้วยเหมือนกัน กวาดเสร็จก็จะมีกองหิมะอยู่สองข้างทางเดินผสมกับเศษดิน เศษฝุ่น กลายเป็นกองสีดำๆ น่าเกลียดน่ากลัวมากครับ ไม่สวย ไม่งามเลย (อันนี้ผมว่านะ)

ตอนอยู่เมืองไทย ดูหนังฝรั่งก็เห็นเค้ามีที่แขวนเสื้อโค๊ตแถวประตู ประมาณว่า เ้ข้าประตูมาแล้วก็ถอดเสื้อแขวนไว้เลย ตอนนั้นดูแล้วก็คิดว่า ทำไมต้องใส่เสื้อกันเยอะแยะขนาดนั้น(วะ) ตอนนี้ถึงได้เข้าใจครับ ว่าออกจากบ้านที ก็ต้องเสื้อกันหนาวกันตลอด แล้วเสื้อกันหนาวที่ใช้ในวันที่มันติดลบเยอะๆเนี่ย มันก็หนาไม่ใช่น้อย อย่างที่ผมมี ก็มีทั้งที่เป็นแบบสองชั้น ชั้นนอกกันน้ำกันหิมะได้ชั้นในเป็นขนๆนิ่มๆจะได้อุ่นๆ อีกตัวก็เป็นเสื้อบอลลูนพองๆ แค่สองตัวนี้ก็เต็มที่แขวนแล้วครับ ยังมีกางเกง เสื้อ sweater, แจ๊กเก๊ตแบบบาง ฯลฯ แถมเสื้อพวกนี้เวลากลับมาจากนอกบ้านก็เอาไปเก็บในตู้เลยไม่ได้ เพราะมันมีหิมะเกาะมาด้วย ก็ต้องแขวนไว้แบบนั้นจนกว่าจะแห้ง เป็นเรื่องที่เพิ่งรู้ เพิ่งเข้าใจจริงๆครับ

อีกอย่างก็คือเรื่องที่ว่า ทำไมฝรั่งต้องใส่รองเท้าในบ้านกันด้วย ผมก็เพิ่งมาเข้าใจ (ส่วนจะเข้าใจถูกหรือผิดนี่อีกเรื่องนะครับ) ว่าเป็นเพราะอากาศมันหนาวขนาดนี้ เวลาถอดรองเท้าแล้วมันจะเย็นเท้ามากๆ บางบ้านก็ไม่ได้เปิดฮีทเตอร์กันทั้งวี่ทั้งวันอย่างที่บ้านผม ก็เลยต้องใส่รองเท้ากันตลอด อย่างเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนเริ่มเข้าหน้าหนาวใหม่ๆ มีช่างมาเปลี่ยนเครื่องดูดควันที่บ้าน พี่เค้าก็ใส่รองเท้าเดินขึ้นมาในบ้าน เดินขึ้นไปชั้นบน เข้าไปถึงห้องนอน แบบเนียนๆเลยครับ แต่ค่อยยังชั่ว ที่รองเท้าพี่แกไม่ได้เลอะเทอะ และที่บ้านพื้นเป็นพรมเลยไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่ แต่ว่าเดือนที่แล้วเค้ามาเช็คห้องน้ำ เค้าก็ถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นล่างตรงหน้าประตู มองไปที่รองเท้าเค้าถึงเห็นว่าลุยหิมะมาจนเลอะไปหมด นี่ก็คงแล้วแต่สถานการณ์ด้วยมั้งครับ

ผมเคยเขียนไปในเอ็นทรีก่อนๆว่า ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ว่าทำไมฝรั่งถึงต้องอยากไปนอนอาบแดดที่เมืองไทยกันนัก อย่างเมื่อครั้งที่ผมกลับไปเมืองไทยคราวล่าสุด ผมก็ไปนั่งตากแดดรับวิตามินดี ,เล่นเทนนิสตอนสาย, เช่ามอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยว สูดอากาศแบบทรอปิคอลเสียเต็มปอดเลยครับ ไม่ได้ดัดจริตนะครับ คิดถึงอากาศแบบนั้นจริงๆครับ หน้าหนาวตอนหิมะตกเนี่ย เหมือนต้องจำศีลแบบหมีขั้วโลกจริงๆครับ จะออกไปลั้นลานอกบ้านนี่ ไม่ไหว ไม่ไหว หนาวเกินครับ

Advertisements