ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Hotel Rwanda เลยครับ ตอนหนังเข้าฉายก็ไม่ได้ดู เพราะตอนนั้นไม่มีอารมณ์จะดูหนังเครียดๆ พอดีวันนี้เปิดอ่านโน่นนั่นนี่ไปเรื่อย เริ่มมาจากสถานการณ์นิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ต่อไปที่กรณี Chernobyl แล้วก็ลองค้นต่อด้วยคำว่า Town of ghost แล้วก็มาถึง เมืองหลายเมืองในแอฟริกากลางที่เข้าข่าย town of ghost เพราะเคยถูก bandit ฆ่าผู้ชายไปจนหมดเมือง ผมไม่รู้จะเอาคำว่าอะไรมาแทนคำว่า bandit ในกรณีนี้นะครับ จะแปลว่าโจร มันก็ไม่น่าจะตรงซะทีเดียว

เรื่อยมาจนถึงเมืองที่อยู่ในคองโกที่ชื่อว่า โกมา เอาล่ะครับ ก่อนจะไปต่อ เราไปดูแผนที่แอฟริกากันก่อนดีกว่า เรื่องนี้จะอ่านให้มันส์และรู้เรื่องคงต้องทำความเข้าใจกับสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์กันนิดนึงนะครับ ตามมาเรื่อยๆละกันครับ

Rwanda เป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางมี Uganda อยู่ข้างบน,Tanzania อยู่ทางขวา(ตะวันออก),Burundiอยู่ด้านล่าง, Congoอยู่ทางซ้าย(ตะวันตก) เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กนิดเดียว เล็กกว่าภาคตะวันออกของไทยอีกครับ ภาคตะวันออกของไทยขนาด สามหมื่นกว่าตร.กม. ส่วน Rwanda มีขนาดสองหมื่นกว่า ตร.กม.แค่นั้น มีประชากรตามกราฟนี้เลยครับ บริเวณกราฟที่ตกลงไปก็เป็นช่วงที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันนั่นล่ะครับ

คนแถวนั้น อยู่อาศัยกันแบบเป็นเผ่า เผ่าใหญ่ๆตรงนั้นสองเผ่าก็ Hutu กับ Tutsi ดั้งเดิมเมื่อเริ่มก่อตั้งเป็นรูปแบบของอาณาจักร บริเวณของ Rwanda ก็มีคน Tutsi อยู่มาก กษัตริย์ของเผ่าTutsi ก็ปกครองกันอย่างเข้มแข็งมาตลอด กระทั่งช่วงศตวรรษที่ 19 มีกษัตริย์เผ่า Tutsi องค์หนึ่งที่ออกกฏหมายมาสองอย่างคือ จำกัดสิทธิการมีวัวควายของคนเผ่า Hutu และออกกฏบังคับให้คน Hutu ต้องมาใช้แรงงาน ก็แหงล่ะครับ ออกกฏแบบนี้มาเพื่อเผ่าตัวเอง เผ่า Hutu ก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว ความแตกแยกก็เลยก่อตัวขึ้นให้เห็น

พอเข้าช่วงปี 1800 ประเทศเยอรมันก็เริ่มส่งคนเข้ามาในประเทศ Rwanda โดยเยอรมันให้การสนับสนุนกษัตริย์ที่เป็นเผ่า Tutsi และช่วยปราบปรามกบฎจากฝั่ง Hutu อย่างต่อเนือง แต่พอเข้าช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ช่วงปี 1916 ประเทศเยอรมันแพ้สงคราม ประเทศเบลเยี่ยมชนะ ก็เลยเข้ามา “ช่วย” ปกครอง Rwanda แทนเยอรมัน

มีเรื่องแถมนิดนึงครับ เกี่ยวกับการแบ่งแยกคนในแถบนี้ที่ผมไปอ่านเจอ

เรื่องนี้มันส์มากครับ เป็นเรื่องใหม่เอี่ยมที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย เรื่องคำสาปของแฮม Curse of Ham ที่เป็นที่มาของการใช้เป็นข้ออ้างที่เอาคนผิวดำมาเป็นทาสล่ะครับ ผมจะเล่าให้ฟังแบบย่อๆละกันนะครับ ถ้าสนใจละเอียดๆลองไปหาอ่านกันอีกทีนะครับ

เริ่มต้นกันที่ Noah ซึ่งเป็นลูกหลานของ อดัมกับอีฟ
Noah มีลูกสี่คน หนึ่งในนั้นชือ Ham อยู่มาวันนึง Ham ดันเข้าไปเห็น Noah ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเพราะเมา Noah ก็เลยสาป Ham แต่ไม่ได้สาปตัว Ham โดยตรง แต่ไปสาปลูกของ Ham อีกที ที่ชื่อว่า Canaan ว่า “จงเป็นผู้รับใช้ของผู้รับใช้ตลอดไป” ลูกหลานของ Canaan ก็เลยต้องโดนคำสาปนี้ต่อๆกันไปด้วย ผมจะลองเขียนลำดับให้ดูนะครับ Noah–>Ham–>Canaan—–>ลูกหลานของ Canaan

พอมาถึงในช่วงยุคกลาง มีการเอาเรื่องนี้ไปแปลความเสียว่า “คนแอฟริกาเป็นลูกหลานของ Canaan” เรื่องราวมันก็เลยมีเฮ เพราะว่าพอพูดอย่างนั้น คนแอฟริกาก็เลยต้องโดนคำสาปต่อไปด้วย ยิ่งกว่านั้น เมื่อไม่รู้ว่าจะบอกว่าคนไหนเป็นลูกหลาน Canaan บ้าง ก็เลยบอกเสียเลยว่า เป็นคนที่มีผิวหนัง “สีดำ”

วิกีพีเดียบอกว่า คนอาหรับ,ยุโรป,อเมริกัน ช่วงที่มีการค้าทาส ก็ใช้เรื่องนี้นั่นแหล่ะครับ เป็นข้ออ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการจับคนแอฟริกันมาเป็นทาส คนแอฟริกันไม่ได้ถูกจับมาเป็นทาสแต่ในอเมริกาแค่นั้น ในยุโรปหรืออาหรับเองก็ไม่น้อย

ผ่านมาเรื่อยจนถึงช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาวยุโรปก็เขียนเรื่องที่บอกว่าจริงๆแล้วชาวแอฟริกาที่อาศัยอยู่ตอนบนๆนั่นเป็นกลุ่มที่มีเชื้อสายเดียวกันกับคนผิวขาว ส่วนชาวแอฟริกาที่อยู่ใต้ลงไปจากทะเลทรายซาฮารานั่น เป็นอีกพวกนึง ซึ่งถือว่าเป็นพวกที่ “ต่ำ (inferior)” กว่า กลุ่มแอฟริกาที่เค้าถือว่าเหนือกว่าก็คือกลุ่ม Tutsi เป็นกลุ่มที่ civilized กว่า

เอาล่ะครับ กลับมาต่อเรื่องใน Rwanda กัน เมื่อเบลเยี่ยมเข้ามาปกครอง Rwanda ก็ยังคงรักษาการสนับสนุนเผ่า Tutsi ต่อไป และยอมรับความ “เหนือกว่า” ของเชื้อชาติของกลุ่ม Tutsi จนกระทั่งปี 1935 การแบ่งแยกยิ่งชัดเจนขึ้น ด้วยการออกกฏหมายทำบัตรประชาชนที่ระบุลงไปในบัตรเลยว่า เป็นคนเผ่าไหน เป็น Tutsi, Hutu หรือว่า Twa(มีจำนวนนิดเดียว) โดยก่อนหน้าที่กฏหมายนี้ออกมา พวก Hutu ที่มีเงินเยอะๆ ก็สามารถข้ามฝั่งมากลายเป็น Tutsi ได้ แต่พอกฏหมายบัตรประชาชนนี้ออกมา การย้ายข้ามเผ่าพันธุ์ก็เลยหมดสิทธิ์

ชาว Rwanda ก็อยู่กันแบบนั้นเรื่อยมา แบ่งแยกกันมาเรื่อย จนมาถึงจุดเปลี่ยนของ Rwanda เมื่อช่วงปลายปี 1959 มีการปฏิวัติโดยชาว Hutu ล้มล้างระบบกษัตริย์ที่เป็น Tutsi ไป ฆ่าชาว Tutsi ไปร่วมแสน แล้วก็เปลี่ยนประเทศมาเป็นระบบประชาธิปไตย เค้าเรียกช่วงนี้ว่า Wind of Destruction พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศในแอฟริกาทั้งหลาย ก็พากันปลดแอกตัวเองจากการเป็นประเทศในอาณานิคม Rwanda ก็เช่นกันครับ ในปี 1962 เบลเยี่ยมก็จากไป แต่ก็ทิ้งอะไรไว้เยอะแยะครับ

ผมอ่านเจอในวิกีพีเดียตอนหนึ่งที่เค้าเขียนไว้ ประมาณว่า การที่เบลเยี่ยมเข้ามาปกครองแล้วสนับสนุนให้เผ่า Tutsi กลายเป็นกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่ากลุ่ม Hutu แบบสุดโต่ง แถมยังออกกฏการข้ามกลุ่มอีก ก็เป็นการขีดเส้นความแตกต่างให้ชัดเจนเข้าไปอีก สร้างความเกลียดชังไว้มากมาย แล้วหลังจากนั้น พอเบลเยี่ยมจะจากไป ก็คนหม้อของความขัดแย้งให้มันเดือด ด้วยการสนับสนุนกลุ่ม Hutu ให้รู้จักคำว่า “ประชาธิปไตย” แถมซ้ำด้วย ประธานาธิบดีฝรั่งเศสตอนนั้น ก็สนับสนุนกลุ่มประเทศแอฟริกาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสให้เริ่มพัฒนาระบบประชาธิปไตย เข้าไปด้วย เพราะพอ Rwanda มีประธานาธิบดีคนแรกที่เป็น Hutu (เนื่องจากล้มกษัตริย์ Tutsi ไปแล้ว) ก็เริ่มการ “เอาคืน” ครับ

Rwanda มีสงครามกลางเมืองอีกครั้ง ระหว่างสองเผ่าตอนปี 1990 มีข้อความที่น่าสนใจมากครับในเรื่องนี้ ขอให้เข้าไปอ่านดูนะครับ โดยเฉพาะหัวข้อ Background เค้าเขียนไว้น่าสนใจมากครับ ตามลิงค์นี่เลยครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Rwandan_Civil_War

สงครามกลางเมืองมาจบตอนปี 1993 ด้วยการเขียน สนธิสัญญาสันติภาพไว้ฉบับหนึ่ง แต่แล้วก็ไม่รอดครับ ในเืดือนเมษา ของปี 1994 เครื่องบินที่มีประธานาธิบดี Rwanda ซึ่งเป็นเผ่า Hutu ตก ประธานาธิบดีตาย กลุ่ม Hutu บอกว่าเป็นฝีมือของ Tutsi ก็เลยเริ่มต้นการฆ่าชาว Tutsi ตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นต้นมา

ทหารของรัฐบาล Hutu ถูกส่งไปประกบชาวบ้าน ทุกคนมีปืนและระเบิดประจำตัว แถมด้วย Interahamwe ที่ผมขอแปลว่า “ผู้ร่วมลงมือ” ที่รัฐบาลสั่งซื้อมีดดาบมาแจก มีดยาวๆที่คนไทยเรียกว่า สปาต้า เ้ข้ามา ห้าแสนกว่าอัน หน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

แถมด้วยหนังสือพิมพ์ของรัฐบาล Hutu ก็พิมพ์ใบปลิวมาแจกที่พิมพ์รูปมีดสปาต้า พร้อมทั้งเขียนว่า “What shall we do to complete the social revolution of 1959?” “เอาไงกันดี จะได้ให้การปฎิวัติตอนปี 1959 มันสิ้นสุด”

เหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนั้นมันเป็นเหมือนการลั่นไกการฆ่านะครับ อย่างที่ทราบนั่นล่ะครับว่า ความขัดแย้งมันมีมาตลอด ไม่ลดลง แถมยังมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ที่ว่า ก็เคยลงพิมพ์ “ข้อปฏิบัติสิบข้อสำหรับชาว Hutu” ไว้ เป็นคำสั่งที่สุดโต่งจริงๆครับ เช่น ให้คิดเสมอว่าชาว Tutsi ไม่ซื่อสัตย์ , อย่ามีความเมตตาต่อชาว Tutsi , ให้การศึกษาเฉพาะชาว Hutu เป็นหลักเท่านั้น ลองไปอ่านในลิงค์นี้นะครับ มีอีกเยอะ http://en.wikipedia.org/wiki/Hutu_Ten_Commandments

ในคืนที่เครื่องบินตก ประธานาธิบดีตายไป นายกรัฐมนตรีกำลังจะไปประกาศทางวิทยุแถลงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก แต่ทหารคุ้มกันประธานาธิบดีไม่เอาด้วย จับนายกฆ่าทิ้งก่อนพร้อมๆกับทหารของ UN ที่เป็นทหารจากเบลเยี่ยมสิบคนที่ไปช่วยรักษาความสงบ แล้วก็ตามด้วยฆ่าคนในรัฐบาลรวมทั้งครอบครัวอีกเป็นสิบ แม้จะเป็น Hutu ด้วยกันก็ตาม

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในโบสถ์ เมื่อผู้คนหนีเข้าไปอยู่ในโบสถ์ แล้วทหารคุ้มกันประธานาธิบดีตามไปเจอพร้อมด้วย ผู้ร่วมฆ่าอีกนับร้อย บาทหลวงขอว่า คนเหล่านี้เป็นคริสเตียนเหมือนกัน แต่ทหารไม่สน ตรวจบัตรประชาชนทีละคน ถ้าเป็น Hutu ให้ออกไปข้างนอก แต่ถ้าเป็น Tutsi ก็ให้อยู่ในโบสถ์ ตรวจเสร็จ การฆ่าก็เริ่มขึ้น โดยไม่ได้ใช้ปืน เพราะเห็นว่ามีแต่ผู้หญิงกับเด็ก ก็เลยใช้วิธีฆ่าด้วยมีดสปาต้าเล่มยาวๆนั่นแหล่ะครับ ทหารโปแลนด์สองคนที่อยู่ที่นั่นพยายามติดต่อให้ส่งกำลังมาเพิ่ม แต่หน่วยบอกว่า มีแบบนี้ทั่วทั้งประเทศ คงส่งไปไม่ได้

สถานที่ที่เป็นจุดสำคัญในการฆ่านี้มีอยู่หลายที่ครับ มากมายจริงๆ แต่ละที่ก็โหดเหี้ยมทั้งนั้น ไม่แต่ชาว Tutsi เท่านั้นที่ถูกฆ่า ชาว Hutu ก็โดนด้วยเหมือนกัน เพราะรัฐบาลประกาศให้ชาว Hutu ต้องฆ่าเพื่อนบ้านที่เป็นชาว Tutsi ด้วย และถ้าปฏิเสธไม่ยอมทำตาม ก็จะถูกยิงเสียเอง ลองอ่านประกาศที่ัรัฐบาลประกาศนี่ละกันครับ “Either you took part in the massacres or you were massacred yourself.” “ให้เลือกเอาว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของการฆ่า หรือว่าจะถูกฆ่าเสียเอง”

ไม่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน บางแหล่งว่ามีคนถูกฆ่าครั้งนี้ไม่น้อยกว่าห้าแสนคน (นี่เป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดแล้ว) ส่วนใหญ่บอกว่าแปดแสนคน รัฐบาล Rwanda บอกว่า หนึ่งล้านหนึ่งแสนคน ในระยะเวลาทั้งหมดหนึ่งร้อยวัน คิดแล้วก็มีคนถูกฆ่าชั่วโมงละสี่ร้อยคน

ในเรื่องแย่ๆก็มีเรื่องดีอยู่เหมือนกันครับ มีคนหลายคนที่มีบทบาทในการช่วยเหลือและยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือ Pierantonio Costa ทูตอิตาลีประจำ Rwanda ที่เขาช่วยเหลือชาวตะวันตกที่อยู่ใน Rwanda ช่วงนั้นรวมทั้งช่วยเหลือชาว Tutsi เป็นจำนวนหลายพันคน ให้รอดพ้นจากความตาย และรัฐบาลอิตาลีมอบรางวัล Gold medal of Civil value ให้กับเขาด้วย ผมชอบที่เขาพูดกับนักข่าวไว้ว่า ”I only answered the voice of my conscience. When there is something that has to be done, you just get on with it”. “ผมแค่ทำตามเสียงของจิตสำนึก เมื่อมันมีอะไรที่จะต้องทำ ก็แค่ลงมือทำ” เจ๋งครับ

นักการเมืองและผู้นำทหารในรัฐบาลรักษาการช่วงนั้น ก็ได้รับโทษกันไปเป็นแถบครับ ถูกศาลระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเฉพาะกรณีนี้โดยสหประชาชาติ สั่งจำคุกตลอดชีวิต ที่คองโกบ้าง มาลีบ้าง มีนักการเมือง Hutu เคยพูดไว้ว่า “ถ้ากำจัด Tutsi หมดไปได้ ปัญหาของ Rwanda ก็จะหมดไปด้วย” อืมมมมมมม จริงเหรอ มีอยู่หลายคนเหมือนกันครับที่ยังอยู่ในประกาศจับ ลองดูหน้าตากันหน่อยละกันครับ

ผมใช้เวลาสามวัน ในการเขียนเรื่องนี้ครับ เขียนไม่ได้ยาวมากมาย แต่ต้องหาข้อมูลเยอะกว่าเรื่องอื่นๆมาก เพราะต้องอ่านย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของ Rwanda  ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้ขัดแย้ง เกลียดชังกันขนาดนั้น อ่านแล้วยิ่งเจอ เจอแล้วก็ยิ่งอยากรู้ต่อไปอีก เกี่ยวข้องโยงใยกันไปทั่วทั้งทวีป ผมพบว่ามีสงครามอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนดินแดนแห่งนี้ น่าเรียนรู้มากครับ แม้แต่เรื่องของ Rwanda นี้เอง ก็ยังมีมุมอีกมุมให้มองได้เหมือนกัน จากบางแหล่งที่บอกว่า มันก็เป็นเพราะการอยู่อย่างถูกกดขี่มาตลอดนั่นแหล่ะ เมือโอกาสมาถึง มันก็เลยเป็นเวลาของการเอาคืนนั่นยังไง

สำหรับบทสรุปของเรื่องนี้ ก็คงได้แต่หวัง ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ก็นั่นล่ะครับ ผมเขียนเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ทั้งเรื่องคนผิวขาวกับชาวอินเดียแดง คนผิวขาวกับคนผิวดำ แม้แต่เรื่อง Rwanda นี้ที่เป็นคนที่พูดด้วยภาษาเดียวกันด้วยซ้ำ ก็ยังมีเหตุการณ์ซ้ำๆกันตลอด แม้แต่วันนี้ที่ผมกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ ก็กำลังมีสงครามภายในของลิเบีย ที่ประเทศถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งนึงสนับสนุนประธานาธิบดี อีกฝั่งบอกให้ประธานาธิบดีออกไป ตอนนี้เริ่มวุ่นมากขึ้น เพราะประเทศตะวันตกเริ่มสงกำลังทหารไปช่วยฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีแล้ว

ต้องให้คนตายอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้นะครับ เราถึงจะได้เรียนรู้ … ผมนึกถึงเพลง Imagine ของ John Lennon ครับ ประโยคหนึ่งบอกว่า “Imagine all the people living life in peace” น่ะครับ อยากเห็นจริงๆ

Advertisements