สัปดาห์ก่อนในเว็บหนึ่งมีคนตั้งกระทู้ว่า ไปรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง รู้สึกรักและในที่สุดก็เป็นแฟนกัน แต่ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้น (ถ้าจำไม่ผิดกำลังเรียนอยู่ระดับอุดมศึกษา) ทำงานพิเศษเป็นอาชีพ “นวดกะปู๋” เค้าควรทำอย่างไรดี แล้วก็มีคนมาช่วยกันตอบมากมาย อยู่ไม่นานกระทู้นั้นก็หายไป

ไอ้คำว่านวดกะปู๋เนี่ย ผมเคยได้ยินมาก่อนแล้ว จากเว็บ ดราม่าแอดดิก ที่มีจ่าพิชิตซึ่งเป็นเว็บมาสเตอร์ มักพูดถึงบ่อยๆ แบบตลกๆ หรือบางทีก็เรียกว่า สาวหนอน ซึ่งทั้งหมดก็หมายถึงการทำ masturbation หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง แต่เป็นการทำในเพศชาย แต่เอาคำนี้มาเรียกใหม่เพื่อให้มันดู soft ลง

ตอนที่อ่านกระทู้นั้น ผมก็รู้สึกงงๆว่ามันมีจริงๆเหรอ ไอ้การทำอาชีพนี้ รู้มาว่า อาชีพหมอนวด ที่ทำกันอยู่ตามสถานบริการนั่นน่ะมีแน่ แบบที่มีผู้หญิงนั่งอยู่ในห้องกระจก (ซึ่งถูกเรียกว่า ตู้กระจก) พอผู้ชายที่จะไปใช้บริการก็ไปยืนเลือก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีคนคอยแนะนำให้ด้วย เลือกได้แล้วก็พากันขึ้นห้อง ไปนวดบ้าง อาบน้ำบ้าง หรือมีการประกอบกิจกรรมทางเพศบ้าง แต่อาชีพผู้หญิงนวดกะปู๋เนี่ย เพิ่งเคยได้ยินจริงๆ

ด้วยความสงสัย ผมเอาคำว่า “นวดกะปู๋” ไปลองค้นในอากู๋(google) แล้วก็ได้เรื่องจริงๆครับ เข้าไปอ่านในเว็บหนึ่ง ถึงได้รู้ว่า สถานบริการเป็นสถานบริการ “ทางเพศ” แบบใหม่ ที่จุดประสงค์หลักคือ การนวดเนื้อตัว แต่จุดประสงค์หลักมากกว่านั้นของคนผู้ชายที่ไปใช้บริการคือการไปให้ผู้หญิงที่ทำงานในนั้น (ในเว็บเรียกว่า น้องๆ) สำเร็จความใคร่ให้ และมีน้องๆที่ทำงานนวดกะปู๋นี้อยู่ไม่ใช่น้อยเลย

มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายที่ชอบเที่ยวแบบนี้ทำกันคือ การเอาประสบการณ์การเที่ยว มาเล่าให้ฟัง เค้าเรียกกันว่า “ส่งการบ้าน” เล่าว่าน้องคนนั้นเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ค่าบริการเท่าไหร่ ทำอะไรได้บ้าง อะไรห้ามทำบ้าง ส่วนในรายละเอียดถ้าอยากรู้กันก็ลองไป search หากันเอานะครับ ผมไม่เขียนดีกว่า

เรื่องค่าบริการนี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเอามาพูดถึง ส่วนใหญ่เข้าไปใช้บริการแบบธรรมดา ไม่มี option อื่นก็ชั่วโมงละเกือบพันบาท ไปจนถึงพันกว่าบาท หรือถ้าทำอะไรกันไปมากๆก็เห็นว่าเลยเถิดไปร่วมสามสี่พันโน่นเลย

วันนี้ผมไม่ขอเขียนลงไปที่ประเด็นเรื่อง “ศีลธรรม” หรือความถูกต้องของสังคมนะครับ ใครอยากเที่ยว ใครไม่อยากเที่ยว ใครอยากทำ ใครไม่อยากทำ ใครเห็นว่าถูก หรือใครเห็นว่าผิด อันนี้ขอให้เป็นเรื่องของแต่ละคนดีกว่า เรื่องนี้มันละเอียดเกินไป ต้องนั่งจับเข่าคุยกันน่าจะสื่อสารได้ชัดกว่า สื่อสารทางเดียวบนอินเตอร์เน็ทแบบนี้เดี๋ยวจะมีเข้าใจผิดกัน แล้วจะดราม่ากันเสียเปล่าๆ วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมแบบทั่วๆไปก็แล้วกัน

ผมลองคำนวณเอาเองตามความคาดเดาของผมนะครับว่า วันหนึ่งถ้าค่าชั่วโมง คิดชั่วโมงละหนึ่งพันบาท โดยเจ้าของสถานที่กับน้องๆแบ่งกันคนละครึ่ง ชั่วโมงหนึ่งน้องๆก็จะได้ 500 บาท ถ้าวันหนึ่งน้องๆทำช่วงเย็นถึงค่ำซักหกชั่วโมง ก็น่าจะได้วันหนึ่ง 3,000 บาท เดือนหนึ่งทำซักยี่สิบวันก็พอ ก็น่าจะได้ 60,000 บาท

ผมสงสัยว่า คนเราต้องประกอบอาชีพอะไรนะที่จะสามารถทำงานได้เดือนละ 60,000 บาท ผมเคยเป็นครู ทำงานมาสิบกว่าปี เงินเดือนตอนลาออกมาก็หมื่นต้นๆแค่นั้น ผมเดาเอาเองว่า ถ้าทำงานเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไปที่ไม่ใช่ระดับบริหารก็ไม่น่าจะเกินสามหมื่น แล้วอย่างนี้จะเอาอาชีพอะไรไปเทียบกันมันถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยง ผมหมายถึงวัดกันในแง่ตัวเงินอย่างเดียวนะครับ ด้วยเพราะตัวเงินขนาดนี้ล่ะมั้งครับ ก็เลยทำให้มีน้องๆผู้หญิงเข้าไปทำงานนี้อยู่ไม่น้อย

ผมรู้ครับว่าการทำงานนี้เป็นการทำงานที่ต้องแลกกับอะไรหลายอย่าง เพื่อเงินขนาดนี้ ผมไม่อาจไปคิดแทนผู้หญิงที่เข้าไปทำงานลักษณะนี้ได้ แต่ละคนคงมีบริบทของตัวเองอยู่แล้ว และก็ต้องคิดไตร่ตรองกันแล้ว (ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น) ก่อนที่จะไปทำงานนี้ ว่ามันคงจะคุ้มแล้วที่จะทำ แต่สิ่งที่ทำให้ผมคิดตามมาคือ เวลาเราเลือกที่จะทำงานอะไรเพื่อเลี้ยงชีวิต เราคงไม่ได้เลือกแต่เงินที่จะได้รับกลับมาแต่เพียงอย่างเดียวล่ะมั้ง

มีประเด็นทางสังคมที่ผมมองมาตั้งแต่เริ่มเป็นครู คือเด็กๆถูกทำให้รู้สึกว่า “การได้รับการยอมรับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ จะได้มาจากการมีชื่อเสียง และปัจจัยที่จะทำให้มีชื่อเสียง ที่สังคมทั่วไปมักนึกถึงเป็นอย่างแรกๆคือ การมีฐานะดี

เด็กๆถูกทำให้รู้สึกว่า เค้าต้องตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อเรียนจบออกมาแล้วจะได้ทำงานดีๆ เพื่อได้เงินเดือนมากๆ แล้วก็จบแค่นั้นครับ ไม่มีการพูดถึงต่อว่า เมื่อเค้าได้เงินเดือนมากๆแล้ว เค้าน่าจะเอาเงินเดือนนั้นไปทำอะไรต่อ อย่างเช่นแบ่งปันให้คนอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่า มีบ้างที่ได้ยินคือการบอกเด็กๆว่า ได้เงินเดือนเยอะๆแล้ว ก็เอามาแบ่งให้พ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่ก็คือ การทำงานได้เงินเดือนเพื่อตัวเองแค่นั้น

เมื่อการมีเงินมากๆ สามารถซื้อของใช้แพงๆ กลายเป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กๆกลายเป็นคนที่สังคมยอมรับ ผมว่าเด็กๆหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาชีพหลายอาชีพที่จะทำเงินได้มากๆ ก็ต้องมองหาทางเลือก ผมเดาเอาเองครับว่าเด็กๆของเราส่วนหนึ่งก็คิดว่า อาชีพ “นวดกะปู๋” นี้มันก็ตอบโจทย์ของเค้าได้

ผมเคยเจอเว็บบอร์ดอันนึง ที่มีการโพสท์เบอร์โทรศัพท์ไว้ แล้วก็บอกรายละเอียดไว้ว่า จะให้บริการทางเพศอะไรได้บ้าง นัดเจอกันได้ที่ไหน อะไรแบบนี้ ผมลองเอาเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ ไป search ในกูเกิ้ลอีกที ก็พบว่า เบอร์บางเบอร์ก็ไปโพสท์เพื่อหาซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ หรือต้องการขายโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ อะไรอย่างนั้น คุณคิดว่าเรื่องนี้ได้บอกอะไรกับเราครับ

มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงทำงานนวดกะปู๋ต้องมีคือ GF ย่อมาจาก girl friend feeling (ตามความเข้าใจของผมนะครับ ถูกผิดยังไงก็ช่วยบอกด้วย) เป็นคุณสมบัติที่น้องๆต้องมีเมื่อเวลาบริการ คือต้องทำให้คนที่มาเที่ยวรู้สึกเหมือนกันว่า เราเป็นแฟนกัน สำหรับผมมันดูตลก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่า เราทำกิจกรรมนั้นด้วยเหตุผลคือ เราีมีข้อแลกเปลี่ยนกันเป็นเงิน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องการความรู้สึกหลอกๆ ว่าเราเป็นแฟนกันไปด้วย มันทำให้ผมแปลกใจมากว่า เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งซื้อความรู้สึกเลยเหรอ

จบไม่ลงจริงๆครับกับประเด็นที่ทำให้ตัวเองงง เรื่องนี้ งงหลายเรื่อง เขียนมาถึงบรรทัดนี้ก็ยังรู้สึกคาใจ ไปไม่ถูก คิดหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันครับ ถ้าผมคิดต่อได้เมื่อไหร่แล้วจะมาเขียนต่อนะครับ

——————————————————————————————

ระหว่างหาข้อมูลเขียนเรื่องนี้ผมไปเจอบล็อคหนึ่ง คนเขียนเปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิทธิในการสำเร็จความใคร่ ของผู้พิการ” ลองไปอ่านกันนะครับ
http://www.communitycare.co.uk/blogs/social-care-experts-blog/2008/03/disability-the-right-to-mastur.html

Advertisements