ผมยอมรับว่า การเขียนเรื่อง “เส้นทางแห่งน้ำตา ตอนที่สอง” นี้ยากกว่าการเขียนครั้งแรกมากมายนัก เนื่องเพราะ ผมตั้งใจจะให้การเขียนนี้เจาะลึกเข้าไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จะบอกว่านานก็ได้ แต่ถ้าเป็นนักประวัติศาสตร์ พูดถึงเรื่องนี้ มันราวกับว่า มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

ผลกระทบจากเรื่องนี้มันยังไม่ได้จางหายไปจนหมดเกลี้ยง ยังเหลือร่องรอย บาดแผล ความเจ็บปวดให้เห็นอยู่ และยิ่งกว่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ สีผิว และความแตกต่างระหว่างผู้คน มีคนมากมายที่ยังไม่คลายความรู้สึกสลดหดหู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยังมีผู้คนทำคลิปวีดีโอเผยแพร่ความรู้สึกอยู่ในอินเตอร์เน็ทอยู่จนถึงปัจจุบัน การเขียนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับ เส้นทางแห่งน้ำตา ตอนที่ 1 ไปอ่านได้จากลิงค์นี้นะครับ เส้นทางแห่งน้ำตาตอนที่ 1

หากจะเล่าเรื่องเส้นทางแห่งน้ำตา Trial of Tears โดยไม่พูดถึงผู้ชายที่ชื่อ แอนดรูว์ แจ๊คสัน เสียเลย ผมว่าเรื่องเล่านี้คงไม่มีทางสมบูรณ์ไปได้แน่ ในวิกี หัวข้อ Trial of Tears นั้น มีประโยคหนึ่งเขียนไว้ว่า “Build a fire under them. When it gets hot enough, they will leave.” ถ้าให้ผมแปล คงได้ความว่า “เผามันซะ ทนไม่ได้เมื่อไหร่ พวกมันก็ย้ายไปเอง” คำพูดนี้วิกีว่าเป็นคำพูดของคุณแอนดรูว์ แจ๊คสัน นี่ล่ะครับ

แอนดรูว์ แจ๊คสัน เป็นประธานาธิบดีคนที่เจ็ดของอเมริกา ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด แข็งกร้าว จนได้รับฉายาจากผู้คนว่า “The Old Hickory” ฮิกโครี่ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่แข๊งโป๊กๆของอเมริกาเค้าน่ะครับ อีตาแอนดรูว์ นี่ เป็น ฮิกโครี่แก่ นี่ก็น่าจะแข๊งใช้ได้เลยล่ะครับ อีกชื่อหนึ่งตอนที่แกเป็นทหารก็มีคนเรียกว่า “Sharp Knife” หรือ อีตามีดคม ด้วยเหมือนกัน ผมอ่านประวัติแกไปได้ซักสองสามย่อหน้า ภาพของทหารฝ่ายเหนือสุดโหดที่ขี่ม้าฆ่าเหี้ยน จากหนังเรื่อง Brave Heart ก็ผุดขึ้นมาในหัวผมเลยครับ คุณๆลองไปหามาดูกันอีกซักรอบนะครับ แล้วบอกผมทีว่าคิดเหมือนกันมั้ย

การเดินทางเพื่อย้ายชนิดถอนรากถอนโคนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ระหว่างที่เริ่มมีกระแสเรื่องความขัดแย้งทางวัฒนธรรม รวมทั้งกระแสเรื่อง Ethnic Cleansing หรือแปลเป็นไทยน่าจะได้ความว่า การทำให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งปราศจากคนที่มีลักษณะภายนอก เช่น สีผิว เชื้อชาติ แตกต่างจากตัวเอง (มันจะเป็นไปได้ไงวะ) โดยการโยกย้าย กดดัน หรือขับไล่ ผู้คนที่ไม่ต้องการออกไป เหตุผลคลาสสิคเหตุผลหนึ่งของสงครามทุกที่เลยครับ ผู้นำของอเมริกันพื้นเมืองก็ยื่นเสนอข้อเรียกร้องแก่ศาล โชคดีเป็นของพวกเค้า ศาลตัดสินว่าพวกเค้าไม่จำเป็นต้องย้าย แต่พวกเค้ายังโชคดีไม่พอ เพราะแอนดรูว์ แจ๊คสันบอกว่า เค้าไม่คิดอย่างนั้น

ยายเบตซี่ หนึ่งในชาวเชโรคี บนเส้นทางแห่งน้ำตา

สงครามเพื่อโยกย้ายเริ่มต้นประมาณปี 1830 ลองเทียบๆดูก็เท่าๆกับ ช่วงปี พ.ศ.2373 ในสมัยรัชกาลที่สามของไทย ช่วงเดียวกับที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษนั่นล่ะครับ ตอนนั้นชาวเชโรคีถูกบังคับให้ทิ้งบ้านเรือน ข้าวของถูกบังคับให้ทิ้งไว้และตกเป็นของคนผิวขาว บ้านเรือนที่เคยอยู่อาศัยก็ถูกเผาจนหมด ที่ดินที่เคยเป็นที่ทำกินกันมาหลายรุ่นก็ถูกใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้ถูกล๊อตเตอรี่ของคนผิวขาว ส่วนชาวเชโรคีทั้งหมด กว่า 13,000 คน ก็ถูกเกณฑ์ให้ไปอยู่รวมกันที่ “ค่ายกักกัน” ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐเทนเนสซี่ และชาวเชโรคีส่วนใหญ่ก็ตายลงในค่ายนั่น ตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางเสียด้วยซ้ำ จากโรคระบาด ความอดอยาก และความทารุณของอากาศหนาว ครั้งนั้น มีพลทหารคนหนึ่งเขียนบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าเคยร่วมรบในสงครามระหว่างรัฐ ข้าพเจ้าพบเห็นผู้คนมากมายถูกยิง แต่ การโยกย้ายชาวเชโรคีครั้งนี้ เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยพบ”

“เส้นทางแห่งน้ำตา” ของกลุ่มแชโรคีเริ่มขึ้น ในฤดูหนาวของปี 1838 ชาวเชโรคีถูกบังคับให้เดินในฤดูหนาวโดยมีเสื้อผ้าปกคลุมร่างกายแค่ไม่กี่ชิ้น และเกือบทั้งหมดเดินเท้าโดยปราศจากรองเท้า ผ้าห่มที่ใช้แล้วถูกบริจาคให้มาจากโรงพยาบาลในเทนเนสซี่ เป็นผ้าห่มที่มีเชื้อโรคติดมาด้วย ชาวเชโรคีส่วนใหญ่ติดโรคอีสุกอีใสจากผ้าห่มนั้น และยิ่งซ้ำเติมความโหดร้ายมากขึ้นไปอีก ขบวนทั้งหมดถูกห้ามไม่ให้เดินผ่านเมืองหรือชุมชน เพราะโรคร้ายนั้น

เมื่อเดินทางมาถึง Illinois ทั้งหมดต้องข้ามแม่น้ำด้วยเรือข้ามฝาก เจ้าของเรือยืนยันจะเก็บเงินค่าข้ามคนละ หนึ่งเหรียญ จากปกติที่เก็บสิบสองเซ็นต์ คนที่ไม่มีเงินต้องหลับพักอยู่ที่เพิงหินริมแม่น้ำ ชาวเชโรคีบางส่วนถูกฆ่าจากคนพื้นที่ บางส่วนนั่งซุกตัวรวมกันและตายด้วยความอดอยากและหนาวเย็น อยู่ใต้ผาหินริมแม่น้ำแห่งนั้น

เส้นทางแห่งน้ำตา ของชาวเชโรคี มาสิ้นสุดลงที่ Oklahoma เมื่อเวลาผ่านไปเกือบปี แนวคิดของคนผิวขาวบางกลุ่มที่ต้องการเห็น Ethnic Cleansing (การกวาดคนที่มีเชื้อชาติต่างไป ให้ออกไปจากพื้นที่) ก็จบลงพร้อมกับความสูญเสียชีวิตมากมายของชาวอเมริกันพื้นเมือง ตลอดช่วงการปฏิบัติการ Indian Removal ครั้งนั้น

การเขียนเรื่อง เส้นทางแห่งน้ำตานี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสค้นข้อมูลเกี่ยวกับ อเมริกันพื้นเมืองมากขึ้น และพบว่า มีชาวอเมริกันพื้นเมือง อาศัยอยู่มากมาย กระจายอยู่ที่ส่วนของทวีปอเมริกาเหนือ เช่น กลุ่ม เซมิโนล (Seminole) ในแถบฟลอริด้า, กลุ่มแชโรคี (Cherokee) แถวๆจอร์เจีย และอีกมากมาย เป็นร้อยๆกลุ่ม ยังไม่นับกลุ่มอเมริกันพื้นเมืองอื่นอีกมากมายที่ในปัจจุบันกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมไปแล้ว

โลกนี้ยังมีคนกลุ่มเล็กๆอีกมากมาย ที่ถูกคนกลุ่มใหญ่กว่า มีอำนาจมากกว่า มีเงินมากกว่า มีอาวุธมากกว่า จับวางไว้ในที่ ที่จะไม่สามารถมารบกวนการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มใหญ่ได้ “เส้นทางแห่งน้ำตา” มันคงจะไม่ได้จบลงแค่ที่นี่ที่เดียว อาจมีเส้นทางแห่งน้ำตาใหม่ๆ เริ่มต้นขึ้นอีก ในหลายแห่งบนโลกนี้ ตราบใดที่คนเรา ยังมองคนที่พูดด้วยภาษาที่ต่างไป หรือมีหน้าตา สีผิว สีผม ด้วยสายตาที่ดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม ดูหมิ่น ไม่ยอมรับ อย่างไม่จบสิ้น น้ำตา ก็คงไม่มีวันแห้งไปจริงๆเป็นแน่

Advertisements