เดินไปข้างหน้าต่าง มองไปนอกบ้านบ้าง หลังจากนั่งอยุ่หน้าคอมมาตั้งแต่บ่าย มองไปที่ที่จอดรถเห็นสาวอินเดีย (หรือปากีฯ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน แต่ช่างเหอะมันไม่ใช่ประเด็นเรื่องนั้นซะหน่อย) กำลังเอาพลั่วที่ใช้ขุดหิมะ ไปดันๆหิมะที่กองอยู่ท่วมหลังคารถ เป็นภาพที่จะว่าน่าสงสารก็ได้ จะว่าฮาก็ไม่ผิด ก็ผู้หญิงตัวเล็กๆแหล่ะครับ ต่อสู้กับหิมะกองมหึมาบนหลังคารถ พยายามดันๆให้มันร่วงลงมา พอร่วงลงมาที่พื้นก็ต้องเอาพลั่วดันออกไปจากข้างรถอีก เห็นแล้วเหนื่อยแทน

สองอาทิตย์ก่อน มีช่วงนึงหิมะตกเยอะมาก ผมมีเวลาตอนกลางวันเลยคว้าพลั่วไปไถๆรอบๆรถตัวเองจะได้ขึ้นรถง่ายๆ ไม่ลื่นมาก เห็นรถเพื่อนที่อยู่ข้างๆก็เลยไถแถมให้ด้วย เรียบร้อยดีแล้วผมก็หยิบกุญแจรถ ขับรถออกไปตีเทนนิสที่ยิม กลับมาถึงแทบเป็นลม ไอ้ช่องจอดที่เคยจอดเมื่อเช้า แถมกวาดหิมะซะเกลี้ยง มีโตโยต้า อัลติส สีเงินมาจอดแทนเรียบร้อย (ที่จริงที่นี่ไม่ได้ชื่อรุ่นอัลติสอ่ะ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าไร) เซ็งก็เซ็ง แต่ก็นะ มันไม่ใช่ที่จอดส่วนบุคคล ใครจะจอดตรงไหนก็ได้ แต่ก็นะ กูอุตส่าห์กวาดไว้นาาาเว้ยยยยยยย

เมื่อวาน เอาอีกแล้ว ขับรถออกไปจอดไว้นอกซอง กะว่าจะกวาดหิมะให้เกลี้ยงๆเลย พอดีเจ้าหน้าที่ขับรถกวาดหิมะขับผ่านมาเลยโบกมือว่าไม่ต้อง เดี๋ยวจัดการให้ พี่เค้าเลยลุยซะเกลี้ยง เสร็จแล้วร้องเซย์แต๊งกิ้วไปก็ขับรถออกไปเล่นเทนนิสอีก ยังคิดอยู่ว่ากลับมาจะมีใครมาจอดอีกมั้ย แล้วก็มีจริงๆ แต่คราวนี้แสบกว่า มีช่องโล่งๆที่กวาดหิมะแล้วสองช่อง แต่มีรถเบ๊นซ์ (ที่นี่เรียกว่า เมอร์ซีเดส) เข้ามาจอด แต่จอดคร่อม(แมร่ง)ตรงกลางเลย เฮ้ยยยยย มรึงคิดได้ไงวะ จอดคร่อมตรงกลางเนี่ย ไม่เป็นไร ไปจอดที่อื่นก็ได้ (วะ)

สองวันที่ผ่านมาพายุหิมะเข้าแถวนี้ (ที่จริงก็โดนหางๆแค่นั้น) ขับรถออกไปเล่นเทนนิสตอนเช้า เป็นทางลงเนินตลอด ก็ค่อยๆลากไป ดึงรอบสูงๆไปเรื่อยๆ ยังคิดว่าขากลับจะได้มีเฮหรือเปล่า เพราะขึ้นเนินสูงจัดๆ แล้วก็ได้ฮาจริงๆ เพราะขาขึ้นเป็นทางแยกตัวที ลองนึกภาพตามนะครับ ผมขับมาจากหางตัวที พอมาถึงแยก ก็ต้องหยุด (ที่นี่มี stop sign ที่ต้องหยุดตลอดอ่ะ) แล้วผมต้องเลี้ยวขวาเพื่อขึ้นทางชันมากๆ น่าจะมากกว่าสามสิบองศาได้แหล่ะ ตอนนั้นหิมะถูกกวาดไปบ้างแล้ว ยังเหลือคลุมอยู่บนถนนอีกเกือบฟุตได้

ผมค่อยๆเหยียบคันเร่ง หักพวงมาลัยเลี้ยวขวาขึ้นไป รถเริ่มส่ายขวาซ้าย มองหน้าปัดเห็นไฟแสดงว่าระบบ “ป้องกันรถลื่น” กำลังทำงานเต็มที่ ผมก็เหยียบคันเร่งไปเรื่อยแต่รถก็วิ่งล้อฟรีอยู่อย่างนั้น มองกระจกหลัง คราวนี้เห็นมีรถมาจอดรออยู่ที่ทางราบก่อนขึ้นเนินแล้ว ผมเข้าเกียร์ถอยหลังหักพวงมาลัยย้อนกลับเข้าไปที่หางตัวทีแล้วจอดสงบเสงี่ยม โบกมือให้พี่ทางตรงเข้าไปก่อน พี่เค้าส่งมาแบบเนียนๆ มีส่าย มีล้อฟรีให้เห็นนิดหน่อย แต่ก็ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ทางโล่งแล้วผมก็จัดการปิดสวิทช์ระบบคอมพิวเตอร์ คิดว่าแมนน่วลนี่ล่ะวะลุยเองเลย แล้วค่อยๆกดคันเร่งหักพวงมาลัยเลี้ยวขวาขึ้นเนินไปใหม่ คราวนี้อาการดีขึ้น รถส่ายอย่างรู้สึกได้ แต่ก็ค่อยๆไต่ไปจนถึงยอด ก็ธรรมดาของรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่วิ่งบนทางลื่น แถมขึ้นเนินอีก นั่นล่ะครับ สนุกสนานดี ได้อารมณ์เหมือนตอนที่อยู่เมืองไทย สมัยหนึ่งที่ยังขับรถ ซูซูกิ แคริเบียน เข้าไปวิ่งถนนดินหน้าฝนที่เต็มไปด้วยขี้โคลน ยังไงยังงั้น

ช่วงหิมะตกเยอะๆ อุณหภูมิต่ำมากๆ นี่ กว่าจะออกรถกันได้แต่ละครั้ง ต้องมีกรรมวิธี พิธีกรรม กันหลายขั้นทีเดียว ต้องสตาร์ทรถไว้ก่อน เปิดฮีทเตอร์ เปิดสวิทช์อุ่นเบาะ (ไฮโซป่ะ) เปิดสวิทช์ละลายน้ำแข็งกระจกมองข้าง (อ่ะจี๊ดดด) เปิดสวิทช์ละลายน้ำแข็งที่กระจกหลัง แล้วก็ออกมากวาดหิมะที่หลังคา กระจกหน้า กระโปรงหน้า ปัดหิมะที่กระจกมองข้าง ถ้ามีน้ำแข็งเกาะที่กระจกหน้าก็ต้องเอาที่ขูด (ทำจากพลาสติก) มาขูดอีก ก็มีห้านาที สิบนาทีแหล่ะครับกว่าจะได้ออกรถ ขับๆไปก็จะมีหิมะผสมกับเกลือบนถนนกระเด็นมาติดที่บังโคลนอีกเป็นก้อนมหึมา ให้ได้ต้องคอยแคะออก หรือไปร้านล้างรถเอาน้ำฉีด เสียตังค์กันไป นั่นล่ะครับ

เวลาเดินไปนอกบ้านเนี่ย ที่ต้องระวังเพิ่มมานิดนึงก็คือ น้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่ชายคาบ้าน เพราะมันเกิดจากน้ำที่ค่อยๆหยดลงมาแล้วก็เกาะกันยาวลงมา ลักษณะเหมือนดาบเลเซอร์ หรือกริชแก้ว อะไรเทือกนั้นอ่ะครับ บางทีก็ยาวแค่ฟุต แต่บางที่ยาวสองสามเมตรโน่น เมื่อเช้าน้ำแข็งละลาย กริชแก้วชุดใหญ่ก็ถล่มลงมาเรียบร้อย เสียงดังเหมือนหลังคาทะลุอย่างนั้นเลย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับหิมะ หรือเกี่ยวกับอากาศแบบติดลบยี่สิบ ลบสามสิบ คงมีมาอีกเรื่อยๆ เพราะมันยังเป็นประสบการณ์ใหม่เอี่ยมสำหรับผมอยู่ อ้อ เจ้าตุ๊กตาหิมะเนี่ย พยายามปั้นมาสองรอบแล้ว แต่ไม่สำเร็จซักกะที ใครรู้วิธีปั้น บอกผมทีสิครับ

Advertisements