ช่วงนี้อากาศไม่เย็นมาก อุณหภูมิมาอยู่แถวๆลบสี่ลบห้า กลายเป็นเคยชินไปซะอย่างนั้น ไม่ได้ดัดจริตหรอกครับ แต่ร่างกายมันคงปรับได้บ้างหลังจากอยู่มาได้ซักพัก ถ้าเป็นแต่ก่อนตอนอยู่เมืองไทย จำได้ว่า ไปปางมะผ้า เจออุณหภูมิลดลงเหลือ สี่หรือห้า เนี่ย ก็ดีใจตายชัก

ช่วงนี้ผมมีเวลาเยอะกว่าแต่ก่อน ได้ดูคลิปวีดีโอรายการดีๆในอินเตอร์เน็ทหลายรายการตอนที่อยู่เมืองไทยไม่มีโอกาสได้ดู รายการที่ถ่ายทอดวิธีคิดของผู้คนที่ต้องพยายามก้าวผ่านช่วงที่มีความลำบากไปให้ได้ จากการเจ็บป่วยทางร่างกายบ้าง จากการสูญเสียคนใกล้ชิดบ้าง สิ่งที่ผมเห็นและเรียนรู้จากคนเหล่านั้นคือ บางคนต้องมีความมุ่งมั่น บางคนต้องอดทน แต่สิ่งที่ผมพบว่าแต่ละคนมีสิ่งร่วมกันคือ ความสงบในใจ

ผมนึกย้อนกลับไปถึง ช่วงที่ผมตัดสินใจย้ายตัวเองไปปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่ ผมก็มีแค่ความต้องการธรรมดาของคนธรรมดา ที่เพียงแต่อยากจะมีชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ ได้อยู่ในที่ที่ตัวเองต้องการ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีความคิดลึกซึ้งอะไรเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่บ้านที่เชียงใหม่ ผมอยู่บ้านคนเดียว จำได้ว่าเป็นคืนที่เงียบสงบ มีลมเย็นเอื่อยๆพัดลงมาจากดอยสุเทพ ผมนั่งลงบนเก้าอี้ในสวนเล็กๆ สวนที่ผมเป็นคนพยายามทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ค่อยๆวางเรียงอิฐปูพื้นทีละก้อน ปลูกต้นไม้ ยกโต๊ะ เก้าอี้ ด้วยตัวเอง ใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่หน้าบ้าน ผมมองลอดกิ่งและใบหนา เห็นแสงไฟจากหลอดสีขาวบนเสาไฟฟ้า มองเลยไป ผมเห็นสีดำของท้องฟ้าตอนกลางคืน ผมจำเสียงในหัวของตัวเองได้ชัดว่า “ชีวิตคนเรา จะต้องการอะไรอีก แค่ได้อยู่ในที่ที่สิ่งแวดล้อมดีๆ ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ และมีสุขภาพดี” แค่นั้นก็เพียงพอแล้วกับการมีชีวิต ชื่อเสียง เงินทองมากมาย การได้รับการยอมรับจากผู้คน เทียบกันไม่ได้เลย กับสิ่งที่มีอยู่ ณ ตอนนั้น

ผมว่า ในคืนนั้น ความรู้สึกที่ผมได้รับ มันอาจไม่ใช่ “ความสุข” ก็ได้ แต่มันอาจเป็น “ความรู้สึกปราศจากทุกข์” ก็ได้ล่ะมั้ง ถึงจะไม่ได้หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง ยังมี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ครบ แต่ก็เหมือนการได้อยู่กับความสงบ ทั้งภายนอก และการได้สัมผัสกับความสงบในใจ ไปพร้อมๆกัน ถึงจะเป็นช่วงสั้นๆก็ตาม

ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากปีก่อน จากสิบปีก่อน จากยี่สิบปีก่อน จนแทบจะบอกว่า เปลี่ยนไปทุกวัน ผมพยายามจะคิดหา “จุด” ใดซักจุดที่เป็นจุดที่เปลี่ยนชีวิตของผม แต่มันก็ไม่สามารถบอกได้จริงๆว่ามันคือสิ่งใด หรือช่วงเวลาใด

อาจจะเป็นครั้งที่ผมขับรถ แล้วหลับใน รถข้ามเลนไปชนกับรถที่วิ่งสวนมา ผมกับเพื่อน และคู่กรณี ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ก็ต้องนอนโรงพยาบาลรักษาตัวกันอยู่นาน ต้องอยู่กับความเจ็บ ความไม่สบายอยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้คิดได้ว่า ชีวิตเรามันช่างสั้น มีเวลาทำดีให้กับคนที่รักอยู่น้อยนิด เดี๋ยวไม่นาน เราก็ตายจากกันแล้ว คิดแบบนั้น ทั้งๆที่ตอนนั้นอายุยี่สิบต้นๆ แล้วความคิดแบบนั้นก็อยู่กับผมมาตลอด

อีกครั้งอาจเป็นตอนที่แม่ของผมมีอาการเส้นโลหิตในสมองแตก เมื่อปีก่อน เหมือนตัวเองข้ามจากฝั่งของ “การคิดถึงตัวเอง” ไปสู่อีกด้าน ที่เป็น “การคิดถึงคนอื่น” แบบเต็มตัว การเข้าใกล้ความตาย การเรียนรู้เรื่องความเจ็บป่วย การสูญเสีย ชนิดห่างไม่เกินเอื้อม หลังจากแม่มีอาการดีขึ้น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ เราจะไม่ได้มีความสุขอย่างแท้จริงจากการ “ได้รับ” แต่เพียงอย่างเดียวหรอกครับ การได้เป็น “คนให้” การได้เห็นคนอื่นได้บรรเทาจากความทุกข์นั่นแหล่ะ เป็นความสุขยิ่งกว่า รวมทั้งการคิดถึงความตาย ความเจ็บ ความป่วย ที่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องเจอ

สองเรื่องนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต ทว่าคิดดูดีๆก็มีอีกมากมายที่ทำให้ผม ได้เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย ทีละเรื่อง ทีละอย่าง ทีละนิดละหน่อย จากคนที่ได้เจอบ้าง จากเหตุการณ์ในชีวิตบ้าง จากเรื่องราวของผู้คนอื่นๆที่ได้ยินมาบ้าง มากมาย จนเล่าได้ไม่หมด

มีผู้ใหญ่คนนึงเคยพูดไว้ว่า “คนเรา คิดอะไรชีวิตก็เป็นอย่างนั้น” ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเราคิดดี เราก็สบายใจ เมื่อเราคิดไม่ดี เราก็มีนรกในใจ คิดแบบเรียบง่าย ก็ได้ชีวิตแบบเรียบง่ายสบายๆมาใช้ หรือไม่คิดอะไรเลย มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าและออก ชีวิตก็สงบ ปราศจากความกังวล เป็นสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุ มีผล มีที่มาให้สืบค้นหาได้ ว่าชีวิตของเราดำเนินอยู่อย่างที่เป็น เป็นเพราะสิ่งใด เป็นความจริงแท้ จริงๆ

Advertisements