เจอวิดีโอนี้จากยูทูป มีคนเอามาแชร์ในพันทิพ มีคอมเม็นท์นึงของฝรั่งในยูทูปบอกว่า อยากให้เปิดในห้องเรียนสำหรับสอบใบขับขี่ ผมก็ว่างั้นนะครับ มันคงอาจทำให้คนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด ได้คิดอะไรขึ้นมาบ้างกระมัง

มีคนนึงพูดไว้ในวีดีโอนี้ ว่า เรากล้าหลับตาขณะที่กำลังขับรถ ซักห้าวินาทีหรือเปล่า ถ้าเราไม่กล้า แล้วทำไมเราถึงกล้าที่จะก้มลงไปเท็กซ์ ทั้งๆที่บางทีอาจใช้เวลานานกว่านั้นด้วยซ้ำ ผมว่ามันจริงมากๆเลย

ผมเพิ่งมาอเมริกาได้ไม่นาน ในนิวยอร์คนี้ ผมได้มีโอกาสเห็นขั้นตอนการทำใบขับขี่ของคนที่นี่แล้วก็รู้สึกชอบ เป็นการทำใบขับขี่ที่ีมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าที่เมืองไทยหลายเท่านัก แต่เป็นความยุ่งยากที่มีเป้าหมายเพื่อให้ได้คนขับที่มีคุณภาพพอสมควร

เริ่มต้นจากผู้ที่ต้องการทำใบขับขี่ต้องมีอายุ 16 ขึ้นไป แต่เด็กอายุ 16-18 นั้นจะได้ใบขับขี่ที่เรียกว่า Learner Permit ที่มีข้อแม้ว่า อนุญาตให้ขับรถได้ แต่ต้องมีคนที่มีใบขับขี่ปกตินั่งไปข้างๆด้วย

ส่วนผู้ที่อายุเกิน 18 ปี นั้น สามารถทำใบขับขี่ได้ตามปกติ โดยขั้นตอนคือ
1. ไปขอสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจราจรก่อน
2. ถ้าสอบผ่าน ก็เอาใบรับรองที่เรียกว่า Learner Permit ไปลงทะเบียนเพื่อนั่งเรียนกฏจราจรอีก 5 ชั่วโมง
3. เรียนผ่านแล้วก็ไปขอสอบขับรถบนถนนจริงอีก โดยมีครูคนให้คะแนนนั่งไปข้างๆ ไม่มีใครไปด้วย มีกันแค่สองคน หัวข้อการสอบที่สำคัญระหว่างการขับก็คือ การจอดแนบด้านข้าง, และการกลับรถบนถนนที่เรียกว่า Three point turn ถ้าขับได้ถูกต้องก็ถือว่าผ่านทั้งหมด อีกอาทิตย์นึงก็จะมีใบขับขี่ส่งมาให้ที่บ้าน

ส่วนการได้มาซึ่งใบขับขี่ในเมืองไทยเป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องบรรยาย

ส่วนเรื่องระเบียบวินัยบนถนนนั้น ตำรวจที่นี่จับจริงอะไรจริงครับ (ถ้าเค้าเห็น) มีน้องที่รู้จักคนนึง ขับเกินความเร็วที่กำหนดไป ไม่แน่ใจว่าโดนค่าปรับไปสามร้อย หรือห้าร้อยเหรียญ สามร้อยเหรียญนี่ คิดเป็นเงินไทยก็เก้าพันบาทนะครับ เพราะฉะนั้น น้อยมากที่จะเห็นคนขับรถเร็วไปเรื่อย

ผมเขียนเรื่องนี้ต่อกันมาสองตอนแล้ว เพราะว่าเป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกผมมากพอสมควร นี่ก็ผ่านจากเหตุการณ์มาเกือบสามวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นมีการดำเนินการอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ผมเข้าไปดูใน เพจของ “คนหนึ่งล้านไม่ชอบน้อง” พบว่ามีคนเข้ามากดไลค์ไม่ต่ำกว่าสองแสนห้าหมื่นคนในเวลาสองวัน คิดเลขง่ายๆก็ประมาณนาทีละ เกือบสองร้อยคน

ไม่รู้ว่าคนอื่นถูกเรื่องนี้ไปกระทบเพราะเหตุผลอะไร สำหรับผมมีอยู่สองสามเรื่อง (อย่างที่เขียนไปแล้วในตอนก่อน)
หนึ่ง ผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากเหลือเกิน แต่ข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องแทบไม่มีให้เห็น
สอง ผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ อ่านจากโพรไฟล์คิดว่าต้องทำคุณประโยชน์ให้โลกนี้ได้อีกมา ผมเสียดาย
สาม น้องผู้หญิงที่ขับรถเก๋งมีอายุน้อยเหลือเกิน แถมด้วยนามสกุลที่ทำให้ผมคิดไปว่าคงมีคอนเน็กชั่นมากมายที่จะสามารถช่วยเหลือกันได้

ผมร้องไห้ไปรอบนึงครับ ตอนที่ดูข่าวผู้เสียชีวิต ตอนที่มีคุณแม่ของน้องนักศึกษาผู้หญิงร้องไห้อยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็ตอนที่เห็นน้องชายของผู้เสียชีวิตอีกท่านร้องไห้ ผมก็น้ำตาร่วงตามไป ไม่ไหวจริงๆ

ความตายมันมาหาเราเสมอ ไม่ว่าเราต้องการให้มันมาหรือไม่ หลังจากเห็นข่าว ผมถามตัวเองว่า ถ้าเกิดเป็นเรา ถ้าเราจะไม่ได้เห็นหน้าคนที่เรารักอีกแล้ว ไม่ว่าเป็นเราหรือเขาที่จะเป็นผู้จากไป คนที่ยังอยู่คงต้องเสียใจมากมาย ถ้าเราจากกันในวัยที่สมควร ด้วยโรคภัยที่พอจะมีเวลาตั้งตัว ทำใจ มันคงไม่รุนแรงต่อความรู้สึกมากเกินรับไหว แต่กับอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุผลที่ไม่ควรเกิด ผมไม่ชอบเลย

ปล. ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเขียน ผมไม่ได้หมายความว่า น้องคนนั้นเค้าจะขับรถไป แล้วก็เท็กซ์ไปหรอกนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไป

Advertisements