เปิดเฟสบุ๊คเมื่อคืน เห็นเพื่อนโพสท์แสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตู้ งงว่าเกิดอะไรขึ้น เข้าไปตามหาข่าวอ่าน อ่านแล้วเซ็ง จึงขอเขียนบ่นหน่อยครับ

เปรียบเทียบการขับรถในอเมริกากับเมืองไทย
ตอนมาอเมริกาช่วงแรกๆ รู้สึกอึดอัดและไม่สบายเนื้อสบายตัวกับสิ่งที่เรียกว่า “สต๊อป ไซน์ Stop Sign” พอสมควร แค่ป้ายป้ายเดียวที่ทาสีแดงแล้วเขียนว่า STOP ตั้งเด่นอยู่แถวๆสี่แยก ที่รถทุกคันต้องหยุด แล้วนับในใจ หนึ่ง..สอง..สาม แล้วถึงจะผ่านต่อไปได้ ใครมาก่อนไปก่อน ใครมาหลังก็หยุดรอหลังเส้น

เป็นสิ่งนี้ทำให้คนไทยอย่างผม ที่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับป้ายลักษณะนี้ที่เมืองไทย รู้สึกรำคาญมากที่ต้องหยุดทุกครั้งเมื่อถึงสี่แยกทั้งๆที่ไม่มีรถซักคัน ตอนอยู่เมืองไทย ผมไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำว่าป้าย “หยุด” นั้นมีหรือเปล่าตามสี่แยกในเมืองไทย ถึงมี ผมก็ไม่เคยหยุด เพราะถ้าหยุดจะกลายเป็นว่า ไปทำให้รถหยุดชะงัก โดนกดแตรไล่ ซะอย่างนั้น

อีกอย่างที่รู้สึกอึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตลอดเวลาที่ขับรถคือ ป้ายจำกัดความเร็วที่ติดอยู่ริมถนนๆ ถ้าอยู่ในเมืองก็มีตั้งแต่ 15mi/hr. หรือประมาณ 24กม./ชม. แถวบริเวณหน้าโรงเรียน ไล่ไปจนถึง 75mi/hr. หรือประมาณ 120กม./ชม. บนถนนข้ามรัฐ เป็นความเร็วสูงสุดที่ช้ามากในความรู้สึกผม

แต่ไม่น่าเชื่อ เดือนก่อนผมขับรถจากนิวยอร์คไปอาคันซอ ไปกลับระยะทางประมาณ 3,800 กม. เทียบได้กับการขับรถไปกลับ กรุงเทพฯ- เชียงใหม่ ประมาณ 6 เที่ยว ผมจำได้ว่า ผมไม่เจออุบัติเหตุบนถนนเลย แม้ซักครั้งเดียว เชื่อเลยว่าถ้าขับระยะทางเท่านี้ที่เมืองไทย ต้องมีอุบัติเหตุให้เห็นเป็นสิบ

ระหว่างที่ขับรถนั้น ผมรู้สึกว่า เป็นการขับรถที่ช้ามาก น่าเบื่อมาก ผมกด Cruise Control(ระบบควบคุมความเร็วที่ไม่ต้องเหยียบ) ให้รถวิ่งทางตรงๆไปเรื่อยๆ ความเร็วสูงสุดที่ขับก็คงเกิน speed limit ไปเล็กน้อย คงอยู่ราวๆ 135กม./ชม. เท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับตอนอยู่เมืองไทย ถนนๆโล่งๆแบบเดียวกัน ผมขับเร็วกว่านั้นมากมายนัก ทว่าเป็นการขับช้า อืดอาด ที่ผมกลับรู้สึกว่า “ถ้าทุกคนขับภายใต้ speed limit นี้ รับรองได้ ไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ควรจะเกิดแน่ๆ”

แต่ถ้ามีคนถามว่า ขับรถเมืองไทย กับอเมริกา ที่ไหนขับยากกว่า ผมตอบได้ทันทีเลยว่า “เมืองไทย” เช่น ถ้ามาถึงสี่แยก แม้ทางเราได้ไฟเขียวก็ต้องระวังรถฝ่าไฟแดง หรือว่า ถ้าขับอยู่บนถนน ซุปเปอร์ไฮเวย์ ก็ต้องระวังรถวิ่งช้าที่อาจขวางอยู่ข้างหน้า ทั้งที่ถนนนั้นก็ชื่อว่า ซุปเปอร์ไฮเวย์ ที่แปลว่า ถนนความเร็วสูง (แต่ก็เป็นความเร็วสูงที่ไม่มีขีดจำกัด หรือมี ก็ไม่มีใครมาคอยจับ หรือจับก็มีวิธีเลี่ยงๆได้อยู่ดี)

หรือถนนหน้าหมู่บ้านที่รถควรจะวิ่งกันช้าๆ ก็ต้องระวังรถบางคันที่ใช้ความเร็วสูง แค่ผมพยายามจะเขียนยกตัวอย่างกรณีตัวอย่างการขับรถในเมืองไทย ก็ยังเขียนได้ยาก ยิ่งไปเจอของจริงบนถนนเมืองไทยยิ่งยากกว่าหลายเท่า

เรื่องตลกคือ เคยได้ยินคนพูดว่า ประเทศอเมริกาอยากให้ยกเลิกไฟจราจรในบางสี่แยกซะ แล้วใช้ป้าย STOP แทน เพราะไฟจราจรมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากกว่า แต่เนื่องจากถ้าติดป้าย STOP ไว้ นั่นแปลว่ารถทุกคันต้องหยุดแล้วมอง ก่อนจะไปต่อได้ จึงน่าจะเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าเอาป้าย STOP แบบนี้มาใช้ที่เมืองไทย มันจะมั่วขนาดไหน

เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ก่อนรู้ข่าวอุบัติเหตุรถตู้นี้เสียด้วยซ้ำ เคยคิดว่าหากมีคำถาม ถามผมว่า ผมชอบอะไรในประเทศนี้ ผมคงตอบได้เลยว่าคือการมีระเบียบวินัยบนถนนของผู้คน และการรักษากฏหมายที่เคร่งครัด ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นรู้สึกอึดอัดและรำคาญ

เปรียบเทียบนามสกุลใหญ่กับนามสกุลไม่ใหญ่
ระหว่างที่กำลังเขียนอยู่นี้ มีเสียงบ่นๆ ว่าอะไรกัน คนขับรถเก๋งที่ขับมาชน มีนามสกุลใหญ่โต ก็เลยเหมือนได้รับการยกเว้นไม่ค่อยถูกพูดถึง มันไม่แฟร์ ทั้งๆที่ “น่าจะ” เป็นคนผิด แถม “อาจจะ” อายุไม่ถึง แล้ว “คง” ไม่มีใบขับขี่ด้วย แถมมีรูปเธอกำลังยืนกดอุปกรณ์อะไรซักอย่างที่ “คาดว่าจะ” เป็นกดบีบี อยู่ริมถนนทั้งๆที่เพิ่งขับรถชนแล้วทำให้มีคนเสียชีวิตไปตั้งมากมาย เห็นบางคนพูดในเฟสบุ๊คว่า “มีคนกำลังเอาเรื่อง นามสกุลใหญ่ มาสร้างกระแส เบี่ยงเบนประเด็น”

ผมถามตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องนี้

เซ็งครับ เซ็งมากๆ ยิ่งเห็นภาพข่าวยิ่งเซ็ง ยิ่งเห็นประวัติผู้เสียชีวิตยิ่งเซ็ง เรื่องนามสกุลใหญ่นั้น ไม่มีอยู่ในความคิดผมเลยตั้งแต่แรก คิดแค่ว่าคนขับมาชนมันต้องโดนลงโทษ “ถ้าผิดจริง” หรือถ้าไม่โดนลงโทษก็ควรจะมาจากเหตุที่ว่า ไม่มีความผิด นี่ถ้าคนผิดได้รับการละเว้น เพราะมีนามสกุลใหญ่ อันนั้นผมจะยิ่งเซ็งหนักกว่าเดิมแน่ๆ

เมื่อวานได้ยินเพื่อนชาวอินเดียพูดถึงคอรัปชั่นในประเทศเค้า และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของคน ทั้งที่เกิดจากชาติตระกูล และฐานะทางการเงิน ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า นี่มันเป็นปัญหาคลาสสิคของประเทศ “กำลังพัฒนา” นี่หว่า ถ้าไม่มองหน้าเพื่อน ต้องนึกว่ากำลังได้ยินปัญหาของประเทศไทยอยู่แน่ๆ

เข้าไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับนามสกุลใหญ่ที่ว่านี้ในเว็บไซท์แล้ว ก็พบความใหญ่ อยู่พอสมควรทีเดียว สำหรับผม คงไม่รู้สึกอะไร ถ้าความใหญ่ ของนามสกุลนั้นไม่มาแสดงอภินิหารอะไรให้เห็น เพราะเพื่อนที่ผมรู้จักที่มีนามสกุลใหญ่ ก็ไม่เคยเห็นว่าจะต้องแสดงอิทธิฤทธิ์อะไร เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข แต่ถ้ามาใช้ความใหญ่หลบเลี่ยงความผิด คงห้ามไม่ได้ที่จะรู้สึก “หมั่นไส้” ความใหญ่นั้น เป็นแน่

ขนาดผมเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกว่า ถูกกดขี่ ข่มเหงอะไร ยังออกจะรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ มิไยกับผู้คนที่ไม่ชอบระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปกว่าเดิมซักเพียงไหน หากเรื่องนี้มันไม่ถูกทำให้ ตรงไปตรงมา

บทบ่นสรุปสุดท้าย
มีความรู้สึกหลายอย่าง กับเรื่องนี้
เซ็ง – เพิ่งรู้ข่าว รถทัวร์คนไทยคว่ำที่มาเลย์ นี่เอาอีกแล้ว เซ็งเพราะมันเป็นอุบัติเหตุ มันเกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้แล้ว ได้แต่เซ็ง
เบื่อ – ข่าวลงรูปผู้เสียชีวิต ที่ผมมองไม่เห็นประโยชน์ของการเสนอภาพลักษณะแบบนั้นเลยซักนิด เบื่อ
ยังไงกัน – ใครผิด ผิดจริงหรือเปล่า ผิดแล้วจะโดนลงโทษไหม หรือแค่จับมาตีมือ เพราะพ่อใหญ่ บอกว่าทีหลังอย่าทำ คนโดนตีมือก็แลบลิ้น ทำคอย่น แล้วบอกว่า “ทีหลังไม่ทำละ” แล้วก้มหน้าจิ้มโทรศัพท์อัพเฟสต่อไป
สงสาร – อ่านประวัติผู้เสียชีวิตบางคนแล้วสงสาร มาก มาก
เสียดาย – คนที่มีคุณภาพมากมาย เสียดายจริงๆ

Advertisements