ผมชอบใช้คีย์บอร์ดมากกว่าการคลิกเมาส์ เพราะไม่ต้องละมือจากแป้นพิมพ์ไปไปมามา ส่วนมากใช้กับโปรแกรมพิมพ์งานอย่าง ไมโครซอฟท์เวิร์ดล่ะครับ การพยายามจำปุ่มทางลัดหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ช็อทคัดคีย์ Short Cut keys ช่วงแรกๆ ก็ฝืดๆนิดหน่อย มีมั่วๆบ้าง แต่มันก็ค่อยๆดีขึ้นหลังจากใช้ไปได้ซักพัก

Ctrl+A แปลว่าให้กดปุ่ม คอนโทรลและปุ่มตัวเอ พร้อมๆกัน จะทำการเลือกข้อความทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณของเคอร์เซอร์ ถัดไปก็ Ctrl+C หรือ Ctrl+X ก็แล้วแต่จุดประสงค์ว่าจะก๊อปปี้ หรือว่าจะตัดทิ้ง แล้วก็ย้ายเคอร์เซอร์ไปหาที่ใหม่ที่ต้องการวางแล้วก็กด Ctrl+V อีกที ทุกอย่างก็จะถูกย้ายที่มาวางไว้ที่ใหม่ตามประสงค์

การใช้ปุ่มทางลัดพวกนี้ สำหรับผมนั้นมีประโยชน์ เพราะทำให้ไม่ต้องย้ายมือไปมา ถึงแม้มันจะไม่ได้ดูต้องใช้เวลาอะไรมาก แต่สำหรับคนขี้เกียจอย่างผมก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากทีเดียวครับ นอกจากนั้นเมื่อครั้งที่ฝึกการเขียนภาษาอังกฤษกับโปรแกรมบางตัว ที่ไม่สามารถใช้เมาส์คลิกขวาเพื่อเรียกคำสั่งก๊อปปี้ได้ แต่โปรแกรมก็ยังอนุญาตให้ใช้ปุ่มทางลัดพวกนี้อยู่ ก็นับว่าสะดวกมากทีเดียว

มีเรื่องพูดกันในที่ทำงาน เกี่ยวกับเรื่องการใช้ปุ่มทางลัดนี้ว่า การทำงานเอกสารสำหรับส่งเจ้านาย หรือส่งครูอาจารย์ นี้บางทีมีงานบางชิ้นที่เหมือนกับงานที่ใช้กรรมวิธี ซีแอนด์ดี C&D ย่อมาจาก Copy and Develop เห็นชื่อภาษาอังกฤษแล้วก็ดูจะดี เหมือนจะมีหลักมีการ แต่ที่แท้ ก็แค่การไปกดคำสั่ง คัดลอก Copy จากนั้นก็เอามาตัดโน่นนิด เพิ่มนี่หน่อย หรือเรียกมันว่า Develop จากนั้นงานชิ้นนั้นก็จะกลายเป็นงานของตัวเองไป อันนี้ยังไม่ค่อยเท่าไหร่มีอีกประเภทเรียกว่า C&P Copy and Paste แปลว่า ตัดแล้วแปะ คือ ตัดแล้วแปะ ตรงตัวครับ ต้นฉบับเป็นยังไง ก็เอามาทั้งดุ้น เหมือนกันเปี๊ยบ อันนี้ถือว่าสิ้นคิดอย่างแรง

ถ้าทางลัดแปลว่า เส้นทางที่ไปสู่จุดหมายเร็วกว่าทางปกติ การใช้อินเตอร์เน็ทสำหรับนักเรียน ก็ถือว่าเป็นทางลัดชนิด “โคตรเร็ว” ในการทำรายงานส่งครู

แต่ก็มีนักเรียนบางกลุ่ม บางจำพวก ที่เลือกใช้ทางลัดอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ ไปก๊อบปี้ข้อมูลของชาวบ้านมาจากเว็บไซท์ในอินเตอร์เน็ท แล้วก็เอามาแปะในไฟล์เวิร์ด จากนั้นก็พิมพ์ชื่อตัวเองใส่ลงบนหน้าปก นำมันไปวางที่โต๊ะครู แล้วคิดว่ามันเสร็จแค่นั้น ทว่าไอ้ข้อความที่ไปลอกเค้ามา มันมีรูปแบบที่เป็นรูปแบบของภาษา html ซึ่งเป็นรูปแบบที่อยู่เฉพาะบนอินเตอร์เน็ท ติดมาด้วย ทำให้ครูอย่างผม ที่พอจะรู้จักคอมพิวเตอร์อยู่บ้างก็เลยรู้ว่า “มรึงไปก๊อบเค้ามาใช่มั้ย ไอ้เวรรร”

โกรธครับ ยอมรับเลยว่ากริ้วมากๆเวลาเปิดหน้าปกเข้าไปเจอด้านในที่เป็นอะไรแบบนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป  เจอรายงานประเภทนี้บ่อยๆเข้า ก็เริ่มชินครับ จับรายงานพวกนี้ไปวางไว้กลุ่มหนึ่งแล้วก็เอาไปแจกคืน บอกว่าให้ทำมาส่งใหม่ เด็กๆก็เข้าใจครับ เพราะเค้าก็รู้ตัวอยู่แล้วว่ารายงานของเค้าได้มายังไง

หลังๆที่ผมเริ่มให้ส่งรายงานด้วยแผ่นซีดี ไม่ต้องพิมพ์เป็นเล่มๆมาส่ง เด็กๆก็ใช้ทางลัดแบบนี้กันมากขึ้นครับ บางคนไม่ได้ไปก๊อบจากอินเตอร์เน็ทมาส่งนะครับ แต่ใช้วิธีคัดลอกซีดีเพื่อนมาทั้งแผ่นเลย แล้วก็เอามาส่ง “เอ่อ นี่มรึงเห็นเขาบนหัวกรูหรือไงฟระ” แน่นอนครับ แรกๆก็โกรธ หลังๆก็เอาเหอะ ทำมาอย่างนี้ ก็เอาส่งคืนไป เอามาส่งใหม่ จนกว่าจะทำด้วยตัวเองนั่นแหล่ะ

ผมสอนคณิตศาสตร์ ไม่ค่อยมีงานให้ทำเป็นรายงานค้นคว้าซักเท่าไหร่ล่ะครับ เพราะแค่เด็กๆทำการบ้านอย่างเดียวจากหนังสือแบบเรียนนี่ เด็กธรรมดาทั่วไปก็ทำกันแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว อันนี้ไม่นับเด็กเก่งพิเศษหรือเด็กอ่อนพิเศษนะครับ เพราะงั้น รายงานที่ผมมักจะให้เด็กๆทำก็จะอยู่ในช่วงนอกเหนือจากเวลาเรียน เช่นเมื่อเด็กสอบตก สอบซ่อมแล้วก็ยังตก ซ่อมอีกก็ตกอีก ทางออกสุดท้ายก็คือให้ไปทำรายงาน เพื่อให้ได้อ่านอะไรมาบ้างเท่านั้นล่ะครับ แต่ก็อย่างที่บอก เด็กบางส่วนเลือกที่จะไปสู่ทางออกนั้นโดยการใช้ทางลัด แล้วก็ดันใช้ทางลัดแบบมั่วๆอีก ก็เลยหลงทางอยู่ในทางลัดนั่นแหล่ะ หาทางออกไม่ได้ซักกะที

เรื่องการก๊อปปี้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท แล้วเอามาแปะในโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดนั้น มันก็มีวิธีอยู่หลายวิธีเหมือนกันที่จะไม่ให้รูปแบบของภาษา html ติดมาด้วย ซึ่งจะทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการพิมพ์ขึ้นเองใหม่ๆ สดๆ ซึ่งจะทำให้ดูได้ยากขึ้นไปอีกนิด ว่าไปก๊อบๆมั่วๆมาหรือเปล่า แต่ทำอย่างไรผมคงไม่บอกละกันนะครับ เดี๋ยวบรรดาครูๆมาอ่านเจอ จะหาว่าผมไปชี้เป้าให้บรรดาขาลอกทั้งหลาย

ไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนนะครับที่ทำอะไรแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่จะไม่มี

ผมเคยได้รับโทรศัพท์จากปลายสายที่ผมไม่รู้จัก เค้าแนะนำตัวว่า กำลังเรียนปริญญาโทในสาขาการศึกษา และกำลังทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดทางคณิตศาสตร์ และเค้าไปค้นเจอว่า ผมเคยทำงานวิจัยในหัวข้อที่คล้ายๆกับเรื่องที่เค้ากำลังทำและสนใจอยากจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม จึงอยากให้ผมส่งไฟล์ไปให้ ผมก็ตอบตกลง ขออีเมลล์ไว้ บอกว่าจะส่งให้ทางเมลล์ แล้วก็สวัสดี วางหูกันไป

ผมส่งไฟล์ pdf แนบไปให้ทางอีเมลล์ พร้อมทั้งตั้งระดับความปลอดภัยไว้สูงสุดคือ ให้เปิดไฟล์อ่านได้อย่างเดียว ไม่ให้สั่งปริ้น ไม่ให้สั่งคัดลอก ก็ตั้งใจจะให้คุณคนนั้นนั่งอ่านทางคอมพิวเตอร์อย่างเดียวนั่นแหล่ะครับ ซักวันสองวัน ผมได้รับอีเมลล์กลับมาว่า “อยากขอให้ช่วยลดระดับความปลอดภัย ในไฟล์ที่ส่งไปด้วย เพราะทำอะไรไม่ได้เลย” ผมก็งงๆกับคำว่า ทำอะไรไม่ได้เลย “แล้วมรึงจะทำอะไรกับงานกรู” ก็อ่านไปสิครับพี่ อ่านอย่างเดียวนั่นแหล่ะครับดีที่สุดแล้ว ก็เลยจบข่าวกันแค่นั้น ปกติถ้ามีคนกล้าขออะไรประหลาดประหลาด ผมก็จะกล้าให้ ประมาณว่า “มรึงกล้าขอ กรูก็กล้าให้วะ” แต่คราวนี้ไม่ไหวครับ นี่ก็อีกแบบนึงที่อยากหาทางลัด เพื่อไปสู่จุดหมายเร็วขึ้น

หลายปีจากนั้น ผมเคยเห็นข้อความที่ผมเขียนเองกับมือในงานวิจัยของตัวเอง ไปปรากฏอยู่บนงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทบางเล่ม ได้แต่ส่ายหัวครับ สำหรับเด็กนักเรียนมัธยมถ้าลอกชาวบ้านมาส่ง อย่างมากก็โดนครูด่า สำหรับเด็กปริญญาตรีลอกมาก็อาจติดเอฟ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่อยู่ในโลกของการทำงานแบบมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง การลอกอะไรมาส่งอาจเจอข้อหา plagiarism ก็ได้

เรื่องฮาแบบฝืดๆของการใช้คำสั่ง copy, cut, paste คือ เคยได้ยินน้องบางคนอยากส่งจดหมายไปชื่นชมหน่วยงานหนึ่ง เนื้อความในจดหมายก็เยินยอไปตามสมควร จนกระทั่งมาถึงประโยคสุดท้าย ก็บอกว่า “ขอขอบคุณ จุดจุดจุด ที่ให้โอกาส” ซึ่งชื่อจุดจุดจุดนั้น กลายเป็นชื่อหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานคู่แข่ง ซึ่งอีน้องเจ้าของจดหมายไปก๊อปปี้เนื้อความมา แล้วดันลืมเปลี่ยนชื่อ เพราะต้องส่งจดหมายไปให้ทั้งสองแห่ง เป็นเรื่องฮาที่ขำไม่ออกเลยทีเดียว ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เรื่องแบบนี้มีเกิดขึ้นได้บ่อยๆ หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง

อยากให้ไปลองดูนะครับ กับการใช้แป้นลัดต่างๆ ผมเคยเห็นคนใช้เก่งๆบางคน มือไม่ต้องละจากแป้นพิมพ์เลย งานเดินหน้าเร็วอย่างน่าประทับใจ ได้ความอย่างไร มาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

Advertisements