เคยได้ยินคำว่า อินเดียนแดง ใช่มั้ยครับ คุณๆรู้กันหรือเปล่าครับว่า คนอเมริกันพื้นเมืองเค้าไม่ค่อยชอบถูกเรียก ด้วยชื่อ “อินเดียนแดง” นี้เท่าไหร่ครับ ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน

เพราะก่อนหน้าที่คนผิวขาวจะนั่งเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาจากฝั่งยุโรป พวกเค้าก็อยู่ที่พื้นที่แถบนี้มาก่อนแล้ว แต่เพราะมีนักเดินเรือที่ชื่อ โคลัมบัส ขออาสาพระราชินีแห่งสเปน ว่าจะเดินทางรอบโลก เพื่อหาดินแดนใหม่ เมื่อโคลัมบัสนั่งเรือมาขึ้นฝั่ง จะด้วยเวลาที่ยาวนานหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็นึกเอาว่า “ตรูเดินทางมารอบโลกแล้ว” นึกว่าแผ่นดินที่มาถึงเนี่ย คือ อินเดีย (หารู้ไม่ว่ายังไปไม่ถึงครึ่งโลกเลย) เลยทึกทักเอาว่า คนที่นั่น ต้องเป็นคนอินเดียแน่ๆ แต่จะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ คนที่นั่น(ดั้งเดิม) เลยถูกเรียกว่าเป็น อินเดียนแดงมาเรื่อย

แต่ก่อนผมดูหนังคาวบอยสมัยเด็กๆ อินเดียนแดงจะถูกวางตัวให้เป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ มีพระเอกเป็นนายอำเภอ ขี่ม้าเก่ง ยิงปืนแม่น และก็รู้สึกมาตลอดว่าอินเดียนแดงนี่ น่ากลัวชะมัด ต้องร้องโห่ฮิ้วตลอดเวลา จนกระทั่งเริ่มโต ได้อ่านหนังสือมากขึ้น มุมมองถึงได้เปลี่ยนไป

เนื่องจากครูแมรี่ที่ผมเรียนภาษาอังกฤษด้วยทุกวันพุธ มีแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นเสรี ครูแมรี่เรียกตัวเองว่าเป็น ริเบอร์รอล liberal (เอาไว้ผมจะมาเขียนเรื่องความแตกต่างของ Democrat, Republican และ Liberal อีกทีนะครับ) จึงมักชอบอ่านหนังสือ หรืองานเขียนที่แปลกๆ ใหม่ๆ จากนักเขียนที่มีงานเขียนที่น่าสนใจอยู่เสมอ ผมก็พลอยได้อ่านงานที่น่าสนใจพวกนั้นไปด้วย

เมื่อวันพุธก่อนผมไปเรียนภาษาอังกฤษ คุณครูแมรี่ยื่นกระดาษที่เขียนกลอนให้อ่าน (poem) เป็นกลอนที่เขียนโดยนักเขียนชาว อาปาเช่ (Apache) หนึ่งในกลุ่มที่ถูกเรียกว่าอินเดียนแดงนั่นแหล่ะครับ มุมมองต่ออินเดียนแดงเชิงลึกสำหรับผมจึงเผยตัวขึ้น ผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยละกันนะครับ

ข้าฆ่ากวางตัวนั้น ข้าย่ำลงบนตั๊กแตนตัวนั้น เกิดเสียงกรอบแกรบ เหนือใบหญ้าที่เป็นอาหารแก่มัน

ข้ามุ่งตรงไปสู่ ใจกลางของพงไพร อันสูงตระหง่าน และเก่าแก่

ข้าพรากปลาออกมาจากน้ำ ข้าดึงนกลงมาจากฟ้า

ชีวิตของข้า ข้าต้องการความตาย

ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ข้าดำเนินไปตามวิถี

เมื่อข้าตาย ข้าจะมอบร่างกาย แก่สรรพสิ่งที่เคยมอบชีวิตแก่ข้า

พื้นดินจะรับร่างกายข้าไป และมอบมันแก่พืชพรรณ และไส้เดือน และเหล่าปักษา และเหล่าหมาป่าทั้งหลาย

แต่ละสิ่งเปลี่ยนไปอย่างนัั้น วัฏจักรแห่งชีวิตไม่เคยถูกทำลายลง

หลังจากได้อ่านกวีชิ้นนี้ ผมกลับมาค้นจากวิกีต่อ จึงพบว่า ชาวอินเดียนแดงทั้งหลาย ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่า “ชาวอเมริกันพื้นเมือง” ต้องเผชิญกับปัญหาคลาสสิคเหมือนชาวพื้นเมืองทั่วโลกนั่นล่ะครับ เพราะเค้าต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจต่อต้าน ที่เรียกว่า เส้นทางแห่งน้ำตา (Trail of Tears)

เดิมนั้นชาวอเมริกันพื้นเมืองทั้งหลาย อาศัยกันอยู่กระจายทั่วไปในทวีปอเมริกานี้ ชื่อที่เรามักจะคุ้นหูกันก็เช่น โมฮวอก (Mohawk), อาปาเช่ (Apache), เชโรกี (Cherokee), มุสโคกี (Muscogee) และอีกหลายชื่อ กลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวตรงกลางประเทศค่อนมาข้างล่างหน่อยคือกลุ่มเชโรคี พวกเค้าประกาศว่า เค้าจะไม่ต้อนรับชาวสเปนที่จะเข้ามาตัดต้นไม้หรือทำเหมืองแร่แถบนั้น และเค้าจะไม่อนุญาตให้เดินทางผ่านพื้นที่ที่พวกเค้าอยู่ด้วย

เอาล่ะสิครับ มันก็เป็นเรื่องสิครับ คนนึงจะผ่าน อีกคนไม่ให้ผ่าน คนนึงมีของ อีกคนก็มีของ มันก็เลยเกิดการรบกัน และฝ่ายที่แพ้ ไม่ต้องเดาก็ได้ ก็ต้องคนพื้นเมืองอยู่แล้ว คนที่ไปอยู่ใหม่ก็เลยบอกว่า งั้นพวกแกไม่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว ย้ายไปให้หมด ไปอยู่ที่ที่พวกชั้นจัดไว้ให้ก็แล้วกัน นั่นล่ะครับ การเดินทางอันยาวนานบนเส้นทางแห่งน้ำตาก็เลยเริ่มต้นขึ้น

การเดินทางมีระยะทางทั้งหมด ประมาณ 1,200 ไมล์ หรือประมาณ 1,900 กิโลเมตร หรือเท่ากับ เดินเท้าจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ซักสามเที่ยวน่ะครับ ลองนึกภาพดูนะครับ สำหรับคนที่ต้องทิ้งบ้านที่เคยอยู่ ผ่านสภาพอากาศที่มีทั้งฝนตก และหิมะในฤดูหนาว ผู้คนที่ต้องอพยพนั้นมีประมาณ 46,000 คน โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณหกปี จึงอพยพผู้คนไปจนหมด ระหว่างเดินทางมีผู้คนล้มตายจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ความอดอยาก และโรคระบาด หลายพันคน ผมไม่แปลกใจเลยที่เค้าเรียกเส้นทางนี้ว่า เส้นทางแห่งน้ำตา

ผมอ่านแล้วก็เบื่อครับ ในใจหวนนึกถึง กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่มในเมืองไทย บ้างถูกเรียกว่า คนภูเขา หรือบางทีก็เลี่ยงๆไปเรียก คนไทยภูเขา พวกเค้าก็คงเจอปัญหาคลาสสิคนี้เหมือนกัน เบื่อแต่ก็อ่านครับ ลองค้นในเน็ทด้วยคำว่า “Trail of tears” ดูนะครับ เผื่อคุณๆจะเห็นภาพชัดขึ้น ได้มุมมองต่อชาวอเมริกันพื้นเมืองอย่างไร มาเล่าให้กันฟังบ้างนะครับ

เกร็ดเล็กๆน้อยๆ : ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบนี้ เริ่มมีการเรียกคนพื้นเมืองว่า อินเดียนแดงน้อยลง พยายามจะเปลี่ยนไปเรียกว่า อเมริกันอินเดียน หรือ อเมริกันพื้นเมืองกันมากขึ้น มีนักแสดง นักร้อง เซเลบริตี้ หลายคน ก็มีเชื้อสายอเมริกันพื้นเมืองนี้ เช่น นักร้องสาวใหญ่ชื่อ Cher , นักแสดงหญิงอย่าง เดมี่ มัวร์ ก็มีเชื้อสายเชโรกี และอีกคนที่ผมชอบเหลือเกิน คือ จอห์นนี่ เดปป์ ที่เค้าบอกเลยว่า เค้ามีเชื้อสาย เชโรกี

 

ตอนที่สอง

Advertisements